
ที่จะตั้งกับที่จะนั่ง
คนไทยในสมัยก่อนก็ชอบเล่นทายปัญหาเหมือนกัน ซึ่งบางปัญหาก็เฉียดๆ ไปทางภาษาบาลี เช่นถามว่า ธิจะตฺ มิตฺ จะมาตฺ ธิจะนฺ ธิจะนฺ มินัง จะมนฺ ธิจะตฺ แปลว่าอะไร ปัญหาข้อนี้เล่นเอามหาเปรียญบางรูปงงได้เหมือนกัน
แต่จริงๆ แล้วประโยคนี้เป็นภาษา “บาเลียน” คือเลียนเสียงให้คล้ายๆ คำบาลี และก็ไม่ต้องไปเสียเวลาแปลให้ปวดหัว เพราะที่แท้แล้ว ก็แค่ “ที่จะตั้งก็มิตั้ง จะมาตั้งที่จะนั่ง ที่จะนั่งก็มินั่ง จะมานั่งที่จะตั้ง” รวมความแล้วก็เป็นเรื่องของการทำอะไรที่ไม่ถูกที่ถูกทาง หรือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะอยู่ที่ตรงไหน เท่านั้นเอง
ผมสังเกตเห็นว่าคนไทยทุกวันนี้มีอาการทำอะไรไม่ค่อยถูกเรื่องถูกราว หรือไม่รู้สถานะของตัวเองกันมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ประเภทบุญหล่นทับหรือเดินตามหลังนายจนได้ดี บางคนจับพลัดจับผลูได้เป็นรัฐมนตรีหรือเป็นใหญ่เป็นโตในพรรค ก็ยังนึกว่าตัวเป็นเพียง ส.ส.ปลายแถว จะพูดอะไร จะทำอะไร ก็ต้องคอยชำเลืองมองสัญญาณจากเจ้าของพรรคตัวจริง หรือฟังมติจากพรรคก่อน ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสามัญสำนึก หรือจริยธรรมขั้นพื้นฐาน
มันน่าเศร้าใจไหมล่ะครับ ที่บ้านเมืองเรามีคนประเภทนี้เข้ามาบริหารประเทศ มากุมชะตากรรมของผู้คนหลายสิบล้านคนในประเทศ และใช้วิสัยทัศน์แคบๆ ในลักษณะนี้นำพาอนาคตของประเทศชาติ มีคนปรารภกับผมว่า กรุงรัตนโกสินทร์เวลานี้ตกอยู่ในวิกฤติการณ์เดียวกับช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองจนมีการกำจัดคนดีมีฝีมือที่เป็นฝ่ายตรงข้ามไปเป็นจำนวนมาก ส่วนคนดีๆ ที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรด้วยก็ไม่อยากเปลืองตัวพากันเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่เงียบๆ เหลืออยู่ก็แต่พวกลูกขุนพลอยพยัพ เมื่อข้าศึกยกทัพมาก็ไม่มีปัญญาจะสู้รบตบมือด้วย
การยุบพรรคการเมืองหลายต่อหลายพรรคในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ในส่วนหนึ่งก็ทำให้บ้านเมืองขาดแคลนนักการเมืองที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินไปแทบจะหมดสิ้น ที่เหลืออยู่ก็เป็นประเภทเด็กเส้นเด็กฝากหรือมือใหม่หัดขับ ซึ่งพาประเทศไทยเข้ารกเข้าพง หรือตกคลองตกคูมาหลายครั้งหลายคราแล้ว และคนเหล่านี้ก็รู้ตัวดีว่า หากมีการเลือกตั้งใหม่ภายในปีสองปีข้างหน้า เมื่อนักการเมืองมือเก่าซึ่งถูกเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมืองครบ 5 ปี กลับมาลงสนามเลือกตั้งใหม่ พวกตนก็มีโอกาสที่จะหมดอนาคตทางการเมืองได้ง่ายๆ ดังนั้น จึงพยายามที่จะยึดเก้าอี้ของตัวเองไว้ให้แน่นที่สุด และหาประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ให้เต็มที่ที่สุด
นักการเมืองทุกคนเมื่อก้าวมาสู่เวทีการเมือง มักจะพูดเหมือนๆ กันว่า งานการเมืองเป็นงานอาสา เป็นงานที่ต้องเสียสละ และทุกคนก็ยินดีที่จะอาสาและเสียสละเพื่อบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน จะไม่ติดยึดกับตำแหน่ง แต่ครั้นเวลาผ่านไป ก็ไม่ค่อยเห็นใครที่มีจิตอาสาอย่างจริงจัง หรือเสียสละสักเท่าไหร่ ยิ่งตำแหน่งแล้วยิ่งทั้งติดและยึดยิ่งกว่ากาวตราช้าง
ครับ ถ้าคนเรารู้จัก ที่ที่จะนั่ง และที่ที่จะตั้ง และวางตัวให้เหมาะกับที่ทางของตัวเอง ก็คงจะสง่างามกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้
ส่วนเรื่องยุบพรรคการเมืองที่ผ่านมาตามที่มีคนปรารภกับผมและผมนำมาเล่าให้ฟังนั้น ก็ไม่มีนัยทางการเมืองอะไรกับการยุบหรือไม่ยุบพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใดในกาลข้างหน้าทั้งสิ้นครับ



