
อิสรภาพซูจี
ในที่สุดรัฐบาลทหารพม่าก็ปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในพม่า เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ที่ครบกำหนดกักบริเวณในวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา อิสรภาพของนางออง ซาน ซูจี มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความหวังในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ
แต่ในนาทีที่นางออง ซาน ซูจี ปรากฏตัว ณ ประตูบ้านพักของเธอ เหมือนภาพที่ชาวพม่าคุ้นเคย เมื่อครั้งที่นางออง ซาน ซูจี ได้รับการปล่อยตัวทุกครั้ง ท่ามกลางฝูงชน กองทัพสื่อมวลชน และผู้สนับสนุนเธอ ทั่วโลกก็พากันแซ่ซ้องสรรเสริญในรัฐบาลที่ดูเหมือนว่าบรรยากาศประชาธิปไตยจะเบ่งบานอีกครั้ง
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่รัฐบาลทหารพม่าได้รับความชื่นชมจากนานาประเทศ ไม่ว่าในวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา แสดงความยินดีต่อการปล่อยตัวนางซูจี ที่ผู้นำสหรัฐเรียกว่า "วีรสตรีของผม" พร้อมระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลพม่าจะปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมด ในขณะที่นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า รู้สึกโล่งอกอย่างมากที่นางซูจีได้รับอิสรภาพ และแสดงความหวังว่านางซูจีจะไม่ถูกกักบริเวณอีกต่อไป พร้อมกันนี้ยังเชื่อว่านางซูจีจะมีบทบาทสำคัญในการนำความสมานฉันท์มาสู่พม่า เช่นเดียวกับนายนิโกลาส์ ซาร์โกซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่ได้กล่าวเตือนพม่าว่าอย่าได้จำกัดความเคลื่อนไหว เสรีภาพ และการแสดงความเห็นของนางซูจีอีกต่อไป และนี่ก็ย่อมเป็นประจักษ์พยานว่า การกักตัวนางซูจีนั้น มิได้ทำให้จิตวิญญาณในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนพม่าลดน้อยลง
การจองจำนางซูจี กลับส่งผลให้คนพม่าเรียกร้องประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ซูจีอดอาหารประท้วงตั้งแต่วันแรกของการกักบริเวณ เธอร้องขอให้ทหารนำตัวเธอไปขังไว้ที่เรือนจำอินเส่ง เช่นเดียวกับผู้สนับสนุนคนอื่นๆ แต่ทางการปฏิเสธ ถึงกระนั้นรัฐบาลทหารก็ไม่ได้สิ้นความพยายาม พวกเขาอนุญาตให้ไมเคิล อริส สามีของเธอ ซึ่งต่อมาได้ตายจากไปโดยไม่ได้พบเธออีกเลย ไปเยี่ยมเธอที่บ้านพัก โดยคาดหวังว่าอริสจะขอให้ซูจีไปอยู่กับเขาที่อังกฤษ ซึ่งรัฐบาลได้เปิดทางให้เดินทางออกนอกประเทศได้ตลอดเวลา “เห็นทีต้องล่ามโซ่พาฉันไปสนามบิน เพราะฉันไม่เคยคิดที่จะไปจากที่นี่” ซูจีบอกกับรัฐบาลเผด็จการอย่างเด็ดเดี่ยว
อิสรภาพของซูจีอีกครั้งหนึ่ง อาจเป็นการตอกย้ำให้รัฐบาลทหารพม่าได้ตระหนักว่า การกักบริเวณนางซูจี มิได้มีผลในการสกัดกั้นขบวนการประชาธิปไตยในพม่าเลย ตัน ฉ่วย เคยแม้แต่จะใช้วิธีสังหารซูจี เพื่อขจัดขวากหนามให้สิ้นซาก ในเหตุการณ์สังหารหมู่เดพายิน ผู้สนับสนุนเธอเสียชีวิตอย่างน้อย 70 คน ครั้งนั้นซูจีถูกจับไปขังไว้ที่เรือนจำอินเส่ง จากนั้นเธอก็ถูกกักตัวที่บ้านในกรุงย่างกุ้ง หลังจากผ่าตัดด้วยอาการปวดท้องเรื้อรัง อิสรภาพครั้งใหม่ของซูจียังเป็นที่จับตามองของชาวโลก ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสของรัฐบาลทหารพม่า ที่จะสร้างความสมานฉันท์ภายในชาติ ฉุดดึงชนชาติพม่าขึ้นมาจากหล่มโคลนเผด็จการเสียที



