ข่าว

ทำไมต้องเป็น'ท่านใหม่'

ทำไมต้องเป็น'ท่านใหม่'

16 พ.ย. 2553

ไม่แปลกที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย จะบอกว่า การพบปะกันกับ พล.ต. ม.จ.จุลเจิม ยุคล หรือ "ท่านใหม่" ที่มีข่าวว่า ได้ทาบทาม "ท่านใหม่" เข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นเพียงการปรึกษาหารือกันเรื่องโครงการพระราชดำริเท่านั้น

 พล.อ.ชวลิต ปฏิเสธเรื่องการทาบทาม "ท่านใหม่" เข้าร่วมงานการเมือง

 ซึ่งก็ต้องบอกว่า มาถึงวันนี้แล้ว พล.อ.ชวลิต จะทำอะไรได้มากกว่านี้ ในเมื่อ ท่านใหม่ ให้สัมภาษณ์ชัดถ้อยชัดคำปานนั้นว่า ไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเลย

 การออกมาพูดเรื่องนี้อีกครั้งของ พล.อ.ชวลิต ก็เพื่อจะปกป้องเกียรติยศศักดิ์ศรีของตนเท่านั้น

 เพราะการปฏิเสธของ "ท่านใหม่" นั้นเท่ากับการตบหน้าฉาดใหญ่ดีๆ นี่เอง

 ก่อนหน้านี้ พล.อ.ชวลิต คงจะดีดลูกคิดรางแก้ว ฝันเลิศหรูว่า การดึงราชนิกูลระดับ "หม่อมเจ้า" เข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย คงจะทำให้ภาพลักษณ์เกี่ยวกับเรื่องสถาบันกับพรรคเพื่อไทยและยาวไปถึง ทักษิณ ชินวัตร ดูดีขึ้น

 ก็เลยคิดเอาว่า อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาที่มาเจรจาด้วยนั้น คงไม่ขัดข้องอะไรหากจะ "ตีขลุม" ว่าสนใจอยากร่วมหัวจมท้ายกับพรรคเพื่อไทย ที่ใครก็รู้ว่า มีทักษิณ เป็นผู้นำตัวจริง

 เรื่องนี้ไม่ได้ทำแค่เฉพาะพล.อ.ชวลิต เสียหน้า นพดล ปัทมะ เอย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ เอย ก็คงจะหน้าชาไปตามๆ กัน

 แต่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ !

 เพราะความจริงแล้ว "ท่านใหม่" เดินเข้าหานักการเมือง ก็เพราะความคุ้นเคย และความรักในสโมสรราชประชา

 คิดว่า การเป็นเจ้าของทีมฟุตบอล เป็นเรื่องที่ "อินเทรนด์" ของนักการเมืองทั้งหลาย ที่ส่วนใหญ่จะมีสโมสรฟุตบอลเป็นของตนเอง เพื่อต่อยอดไปยังฐานเสียงเชื่อมโยงกิจกรรมทางการเมือง

 ในยามที่สโมสรราชประชา กำลังจะถูกลืม ก็เลยอยากนำเสนอให้นักการเมืองเข้ามาช่วยพลิกฟื้นคืนชีวิต

 คนแรกที่พูดคุยก็คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เพราะคุ้นเคยกันมาก่อน ตั้งแต่สมัยที่ "เจ๊หน่อย" ยังไม่เล่นการเมือง และเรื่อยมาจนกระทั่ง "เจ๊หน่อย" ไปทำโครงการแก้วตาดวงใจ เทิดไท้องค์ราชา ราชินี ช่วยเหลือคนที่ป่วยเป็นต้อกระจก

 แต่การพูดคุยกับ "เจ๊หน่อย" นั้น คนที่ไม่รู้ ก็อาจคิดไปว่า น่าจะเป็นเรื่องการทาบทามเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองที่ "เจ๊หน่อย" น่าจะยังถวิลหา ถึงแม้ว่าจะถูกสั่งให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี

 ตรงนี้ก็เลยถูกลากมาเปิดตัวให้ชาวบ้านได้เห็นว่า "เจ๊หน่อย" เป็นคนคุย แล้วก็ฉลาดพอที่จะเปิดทางให้ชาวบ้านร้านตลาดได้คิดไปด้วยว่า คุยเข้าเพื่อไทย หรือคุยเข้าพรรคใหม่ตามกระแสข่าวลือว่า "เจ๊หน่อย" ให้คนไปจดหัวพรรครอรับการเลือกตั้งเอาไว้แล้ว

 แต่ในรายของ พ่อใหญ่จิ๋ว นั้น เริ่มต้นติดต่อผ่านคนใกล้ชิดตั้งแต่ 3 เดือนที่แล้ว ซึ่งในเนื้อหาที่พูดคุยนั้น "ท่านใหม่" ยืนยันกับคนใกล้ชิดไปว่า คุยเรื่องสโมสรราชประชา ด้วยเหมือนกัน

 ถ้าเป็นการเข้าใจผิด ถามว่าความเข้าใจผิดมันเกิดขึ้นตรงไหน ?

 คนระดับนี้จะ "ฟังไม่ได้ศัพท์ จับเอาไปกระเดียด" ได้ขนาดนั้นเชียวหรือ

 หรือว่า หน้ามืดตามัว เพราะโดนข้อหาไม่จงรักภักดี ก็เลยทึกทักเอาว่า หากได้ "ราชนิกูล" เข้ามาร่วมงานการเมืองข้อกล่าวหานี้มันน่าจะลบล้างกันไปได้

 เหตุผลที่ว่า การจะเข้าร่วมการเมืองเพราะจะต้องลาออกจากการเป็น "ราชนิกูล" อย่างที่ "พ่อใหญ่จิ๋ว" แจงสี่เบี้ยมานั้น น่าจะเป็นเหตุผลที่คิดได้ในภายหลัง

 และเจตนาที่พูดก็เพื่อให้ความเสียหายเกิดขึ้นน้อยที่สุด

 ก็จะไม่ให้เสียหายได้อย่างไร ขนาด นพดล ปัทมะ ยังบอกก่อนหน้านี้เลยว่า ทักษิณ รับรู้แล้วว่าจะมี "หม่อมเจ้า" เข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย

 ถึงกับเอาไปเป็นเหตุผลว่า จะเป็นการพิสูจน์ว่า ข้อหาที่พรรคเพื่อไทยถูกใส่ร้ายมาตลอดว่าล้มเจ้านั้น ไม่จริง

 จะว่าไปก็น่าเห็นใจ นพดล ที่พูดไปเพราะฟังเขามาอีกทอดหนึ่ง ก็เลยไม่รู้ว่า "ท่านใหม่" นั้น เจตนาเพียงแค่อยากช่วยสโมสรราชประชา ก็เลยมาหานักการเมือง แล้วก็เพิ่งรู้ว่า การเมืองไทยนั้น "ไม่มีอะไรฟรี" เลยจริงๆ

 ขนาดยังไม่ได้อะไรติดมือมาช่วยสโมสร ก็ทำเอาร้อนจนนั่งไม่ติดทั้งวันทั้งคืนทั้งที่ลมหนาวกระโชกเสียขนาดนี้แล้ว

 สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เหตุใด พ่อใหญ่จิ๋ว ถึงเพิ่งเอามาเปิดเผยเมื่อวันสองวันมานี้ ทั้งที่ได้พูดคุยกันตั้งแต่ 3 เดือนที่แล้ว

 ท่ามกลางความสนใจใคร่รู้ว่า "คลิปตุลาการ" จะมีอีกหรือไม่ ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญ จะยังอยู่และคงความน่าเชื่อถือได้ต่อไปหรือไม่ เมื่อจู่ๆ เรื่องนี้เกิดขึ้นมา และชัดเจนว่ามีการโยงไปถึงเรื่องของความจงรักภักดี ประชาชนคนทั่วไปก็คงจะมึนงงสงสัยว่า ทำไมมันมาเกิดเอาช่วงนี้

 สำหรับ "ท่านใหม่" ก็น่าเชื่อว่าจะคับข้องใจเช่นกันว่า ..ทำไม?

 พ่อใหญ่จิ๋ว รู้ไหมว่า ทำไม ?

ศรายุทธ สายคำมี [email protected]