
"ประเมินแล้วถือว่าคุ้ม"
ปิดฉากไปแล้วสำหรับการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (ไอเอซีซี) ครั้งที่ 14 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยประเทศต่างๆ 113 ชาติ ได้ร่วมลงนามในปฏิญญากรุงเทพฯ เห็นพ้องต้องการบูรณาการความพยายามในการต่อต้านการคอรัปชัน โดยผ่านเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรร
การจัดงานครั้งนี้ถือว่ามีประชาชนคนไทยในฐานะเจ้าภาพให้ความสนใจค่อนข้างน้อยมาก ทั้งที่มีกิจกรรมบนเวทีใหญ่และกลุ่มสัมมนาย่อยมีหัวข้อน่าสนใจมีความหลากหลาย เห็นได้จากชาวต่างชาติทั้งภาครัฐ และเอกชนเดินทางมาร่วมงานครั้งนี้เป็นจำนวนมาก
"ดร.จุรี วิจิตรวาทการ" เลขาธิการองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เชื่อมต่อภาคประชาสังคมให้ความร่วมงานครั้งนี้ โดยหาทุนจากต่างประเทศ เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายให้ภาคประชาสังคมได้เข้าร่วมการประชุมในงานนี้
"การประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต หรือ ไอเอซีซี ถือเป็นการร่วมกันของหลายภาคส่วน แต่ค่าลงทะเบียนแพงมาก ถ้าเป็นภาคประชาสังคมคิดถูกที่สุดประมาณ 1.4 หมื่นบาท ถ้าลงทะเบียนช้าจะอยู่ที่ 1.8 หมื่นบาท ส่วนประชาชนทั่วไปค่าลงทะเบียนประมาณ 2.8 หมื่นบาท ชาวต่างชาติยินดีจ่าย เพราะอยากมางานแบบนี้ ส่วนนักวิชาการถ้าจะมาร่วมงานทางมหาวิทยาลัยก็คงคิดหนัก แม้กระทั่งนักธุรกิจที่ไม่ใช่เจ้าของผู้ประกอบการเอง หรือธุรกิจใหญ่ ถ้าจะมาก็ต้องคิดหนักว่ามาประชุมแล้วได้อะไร" จุรีกล่าวถึงค่าลงทะเบียนซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยเข้าร่วมประชุมน้อย
ในฐานะที่ "องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย" เป็นศูนย์รวมพลังประชาสังคม "จุรี" คิดว่าในฐานะที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ถ้ากลุ่มประชาสังคมในประเทศไทยไม่ได้เข้าฟังแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชาวต่างชาติก็น่าเสียดาย จึงตัดสินใจไปขอทุนจากมูลนิธิต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทย 2 แห่ง เพื่อนำเงินมาเป็นค่าลงทะเบียนให้แก่ตัวแทนกลุ่มประชาสังคมตามภาคต่างๆ 50 ทุน
"กลุ่มหลักที่เข้ามาร่วมงานจะทำงานด้านต่อต้านการคอรัปชั่น เราจะทราบว่าใครทำงานทางด้านนี้ และให้แต่ละกลุ่มเสนอชื่อเพื่อนที่ทำงานด้านนี้เข้ามา อย่างกลุ่มของคุณรสนา (โตสิตระกูล ส.ว.กทม.) ได้เสนอชื่อเข้ามาหลายคน โดยเฉพาะกลุ่มที่สนใจสิ่งแวดล้อม พลังงาน ให้เสนอชื่อและประวัติเข้ามา ทางเราจะมาคัดเลือกอีกครั้ง" เลขาธิการองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทยเล่าถึงขึ้นตอนการคัดเลือกภาคประชาชนเข้ามาร่วมงานต่อต้านการทุจริต
ส่วนการคัดเลือก "จุรี" กล่าวว่า จะไม่ดูว่าเป็นของแท้หรือเทียม ไม่คำนึงถึงสี หรือพวกไหน แต่ดูที่การทำกิจกรรมเป็นหลัก ขอให้สนใจเรื่องคอรัปชั่นและต่อต้านการคอรัปชั่นเท่านั้น โดยคิดว่า 50 ทุนที่หามาก็ไม่มากเกินไป แค่นี้เท่าที่พูดคุยกับตัวแทนภาคประชาสังคมหลังเข้าร่วมกิจกรรมเห็นว่าได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมกิจกรรมมาก เพราะได้เครือข่าย ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากนานาชาติ มีแนวความคิดเห็นใหม่ๆ หลังประเมินแล้วเราถือว่าคุ้ม
"หลังการจัดงานผ่านไป 2 วัน ได้นัดกลุ่มภาคประชาชนมานั่งรับประทานอาหารและพูดคุยว่าได้อะไรมาบ้าง บางคนคิดว่าปัญหาของตัวเองลำบาก แต่เมื่อไปรับฟังความเห็นของชาติอื่นเช่น แอฟริกา ลำบากกว่าเรามาก ทำให้คนที่กำลังท้อใจมีแรงใจทำงานต่อ รวมทั้งได้เห็นวิธีการทำงานและการแก้ปัญหาที่กว้างขึ้น รู้มาว่าได้นัดกันทำงานในลักษณะสร้างเป็นเครือข่ายระหว่างประเทศที่จะทำร่วมกันต่อไปในอนาคต" เลขาธิการองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทยกล่าว
"จุรี" กล่าวว่า หลังจากการประชุมครั้งนี้เครือข่ายภาคประชาสังคมทั้งชาวไทยและต่างชาติจะมีการติดต่อประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง อาจมีการนัดหมายหารือกันในบางโอกาส เพื่อเกิดพลังร่วมและเสริมจุดบกพร่องให้กำลังใจกัน ในงานนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่นักต่อสู้ระดับประชาชนได้พบกับนักธุรกิจต่อสู้เพื่อสังคมเหมือนกัน อนาคตอาจจะมีโอกาสได้ทำงานร่วมกัน โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทยเป็นแกนกลางในการจัดเวทีกลางเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้มีโอกาสพบกัน เพราะการเชื่อมโยงเรื่องทุนทางองค์กรน่าจะถนัดและทำได้สะดวกกว่า แต่การทำกิจกรรมทางองค์กรจะไม่เข้าไปกำกับให้แต่ละฝ่ายทำตามถนัดเหมือนเดิม เพื่อไม่ให้เสียเอกลักษณ์ความเป็นตัวของตัวเอง
ปัญหาการคอรัปชั่นปัจจุบัน "จุรี" มองว่า เปลี่ยนไปตามโลกในอดีตเน้นเรื่องเครื่องมือ กฎหมาย สถาบันต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นมาก แต่ไม่เน้นเรื่องการปลุกจิตสำนึก ความคิดของคน เรื่องคุณธรรม จริยธรรม การหักห้ามจิตใจ จุดนี้ต้องทำให้มากขึ้น ปลุกจิตสำนึกมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ประชาชนรู้ทันคอรัปชั่น สร้างสังคมรังเกียจคอรัปชั่น ให้ลงโทษทางสังคม ทางจิตใจน่าจะมีเกิดผลมากกว่า การลงโทษทางกฎหมาย ถ้ามีผู้นำดี การเมืองดี เด็กก็บีบบังคับผู้ใหญ่ได้ แต่ทุกวันนี้พวกเรายังไม่ได้ทำเต็มที่เท่านั้น
มุมมองชาวต่างชาติต่อการจัดงานครั้งนี้ "จุรี" บอกว่า เสียงชื่นชมส่วนใหญ่คือ โดยเฉพาะการให้บริการ อาหาร การแสดง ไม่มีที่ติเตียน หัวข้อสัมมนามีสีสันมาก ทั้งภาคธุรกิจ สิทธิมนุษชน พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมาร่วมงานครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยเอาจริงต่อเรื่องการต่อต้านการทุจริต เพราะผู้นำมาร่วมงานเป็นการให้สัญญาณเอาจริงเอาจัง
สมถวิล เทพสวัสดิ์



