ข่าว

จุฬาฯวางแผนแม่บทมาตรฐานป้องกันน้ำท่วม

จุฬาฯวางแผนแม่บทมาตรฐานป้องกันน้ำท่วม

15 พ.ย. 2553

จุฬาฯ แนะวางแผนแม่บทมาตรฐานการป้องกันน้ำท่วม ปรับระบบการทำงานและองค์กรให้เหมาะสมอย่างเป็นมืออาชีพเน้นประสิทธิผลมากกว่าการทำกิจกรรมช่วงตั้งรับ แจกของอย่าง พร้อมตั้งศูนย์บัญชาการป้องกันน้ำท่วม เผยอัตราการเคลื่อนตัวทางดิ่งการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก ระดับ

 เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดแถลงข่าว การแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนในเชิงวิชาการ โดยมี ศ.นพ.ภิรมย์ กลมรัตนกุล อธิการบดีจุฬาฯ , ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์หน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ,ผศ.ดร.สมบัติ อยู่เมือง หัวหน้าศูนย์วิจัยภูมิสารสนเทศเพื่อประเทศไทย ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ,รศชัยยุทธ สุขศรี ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์, ศ.ดร.เฉลิมชนม์ สถิระพจน์ นักวิจัยในโครงการศึกษาเรื่องการเคลื่อนตัวทางดิ่งของแผ่นดินและการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยด้วยเทคโนโลยีอวกาศจากโครงการวิจัยร่วมไทย-ยุโรป ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และผศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ วัฒนสินธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อม จุฬาฯ ร่วมแถลง

 ศ.นพ.ภิรมย์ กล่าวว่าปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จุฬาได้มีการประชุมคณาจารย์ นักวิจัย ที่มีประสบการณ์และดำ เนินการเกี่ยวกับการปัญหาน้ำท่วมของประเทศ เพื่อรวบรวมข้อมูลและระดมสมองหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ซึ่งที่ผ่านมา จุฬาฯได้จัดทรัพยากรบุคคลลงพื้นที่ในการช่วยเหลือประชาชน ทั้งในส่วนของจ.นครราชสีมา อยุธยา และพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงเข้าไปมีส่วนร่วมในหน่วยงาน แต่การช่วยเหลือดังกล่าวเป็นเพียงระยะสั้น จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมทั้งในด้านบุคากร วิชาการในทุกๆแง่ และตามวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยในการเป็นเสาหลักของแผ่นดิน จึงได้การจัดการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วม และแนวทางการดำเนินงานแก้ไขปัญหาในระยะยาว

 ด้าน ศ.ดร.ธนวัฒน์ กล่าวว่าน้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากสภาพแปรปรวนของภูมิอากาศแบบผกผันของประเทศไทยที่สภาพฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล รูปแบบฝนตกได้เปลี่ยนไปจากอดีต บางครั้งฝนตกมาก บางครั้งฝนตกก็ทิ้งช่วงเป็นเวลานานๆ จากการศึกษาแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาชั้นนำของโลก พบว่าในอนาคตสภาพความแปรปรวนของภูมิอากาศจะมีความถี่ที่เพิ่มมากขึ้น และอาจก่อให้เกิดปัญหากับประเทศไทยเพิ่มหลายเท่าตัว ส่งผลให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของประเทศไทย อย่าง การสร้างเขื่อน เป็นการแก้ปัญหาที่โครงสร้าง ทำให้ยิ่งแก้เหมือนเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น

 ดังนั้นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแบบบูรณาการต้องพิจารณาข้อมูลหลายมิติ และมีมาตราการเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการในอนาคตคือ 1. ควรเร่งวางแผนแม่บทมาตรฐานการป้องกันน้ำท่วมโดยใช้สิ่งก่อสร้าง 2.ควรมีแผนพัฒนากรุงเทพฯและเมืองบริวารในอนาคต 3.มีมาตราการควบคุมการใช้น้ำบาดาลเพื่อลดปัญหาแผ่นดินทรุด 4.เร่งปรับปรุงระบบเตือนภัยล้วงหน้าและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ 5.ควรมีมาตราการควบคุมการใช้ที่ดินและผังเมืองโดยใช้แผ่นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม 6) ควรมีมาตราการจัดเก็บภาษีน้ำท่วมและการประกันภัย เพื่อจัดตั้งกองทุนชดเชยน้ำท่วม ส่วนอุโมงค์กันน้ำของกทม. เป็นการป้องกันน้ำท่วมที่แตกต่างจากการสร้างเขื่อน และป้องกันน้ำฝนที่จะตกมาจากฟ้า จึงถือเป็นการป้องกันปัญหาน้ำท่วมที่ควรจะดำเนินการ

 ผศ ดร. สมบัติ กล่าวว่า ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปรับระบบการทำงานและองค์กรให้เหมาะสมอย่างเป็นมืออาชีพที่เน้นประสิทธิผลมากกว่าการทำกิจกรรมช่วงตั้งรับดังการดำเนินงานที่ผ่านมา คือไม่ใช่เกิดน้ำท่วม ไปมอบของ ช่วยเหลือ แต่ต้องมีแนวทางการบริหารจัดการที่ใช้ทฤษฏีขั้นพื้นฐานที่ประเทศพัฒนาแล้วได้ดำเนินการใช้อยู่มาเป็นกรอบในการ

 ประยุกต์สารสนเทศเชิงพื้นที่ มาทำการวิเคราะห์และประมวลผล จัดทำแบบจำลองเชิงพื้นที่ในหลายรูปแบบจากสารสนเทศเชิงพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม และควรตั้งศูนย์บัญชาการป้องกันน้ำท่วม เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐทั้งหลายที่รับผิดชอบอยู่กับการจัดการน้ำท่วม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้จริงในพื้นที่ได้อย่างทันเหตุการณ์ เพื่อเสริมการปฏิบัติงานที่กระทำอยู่ ในด้านการป้องกัน การเตรียมการเฝ้าระวัง การเตือนภัยก่อนการเกิดน้ำท่วม การช่วยเหลือในสภาวะฉุกเฉินขณะเกิดน้ำท่วม และการประเมินผลกระทบและการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ได้อย่างเป็นเอกภาพ มีความเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง และมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเครือข่าย รวมทั้งควรวางระบบทั้งในลุ่มน้ำย่อย และพื้นที่ลุ่มน้ำหลักของประเทศ ได้อย่างเป็นระบบอย่างทั่วถึง

 ศ. ดร. เฉลิมชนม์ กล่าวว่า จากโครงการศึกษาร่วมระหว่างชาติโดยใช้เทคโนโลยีอวกาศ 3 เทคโนโลยี คือดาวเทียมจีพีเอส ตรวจวัดและติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกทางดิ่ง ,ดาวเทียมวัดระดับน้ำทะเล วัดการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลในอ่าวไทย และ ดาวเทียมเรดาร์ วัดการทรุดตัวของชั้นดิน/ทรายบริเวณกทม. ซึ่งผลจากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าอัตราการเคลื่อนตัวทางดิ่งทั้ง 3 ส่วน ส่งผลทางลบต่อประเทศไทยโดยเฉพาะพื้นที่บริเวณกทม.และพื้นที่อยู่ใกล้กับชายฝั่งทะเลแถบอ่าวไทย โดยเทคโนโลยีดาวเทียมจีพีเอส ชี้ให้เห็นว่าช่วง 5 ปีหลังเหตุแผ่นดินไหวสุมาตรา-อันดามัน พื้นที่บริเวณประเทศไทยมีการลดระดับของแผ่นเปลือกโลกในอัตรา 10 มมต่อปี

 ในขณะที่เทคโนโลยีดาวเทียมวัดระดับน้ำทะเลบ่งชี้ว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยอยู่ที่ 5 มมต่อปี และการวัดการทรุดของชั้นดิน /ทราบบริเวณกทม. อยู่ที่ 15 มม.ต่อปี ซึ่งหากอัตราการเคลื่อนตัวทางดิ่งคงที่ไปเรื่อยๆ ภายใน 25 ปี กทม.อาจจะอยู่ในระดับเดียวกับน้ำทะเล และกทม.อาจกำลังจมลง แต่อย่างไรก็ตาม กทม.จะจมลงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆด้าน อาจเกิดขึ้น หรือไม่ก็ได้

 ผศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ กล่าวว่าสำหรับแนวทางดำเนินการของมหาวิทยาลัยภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า “เสาหลักของแผ่นดิน” ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สรุปดังนี้ จัดทำรายงานน้ำท่วม รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะในแง่มุมต่างๆ จากนักวิชาการของจุฬาฯ เผยแพร่สู่สาธารณะทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง และประชาชน จัดสัมนาผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน

  โดยจุฬาฯ จะเป็นสื่อกลางประสานงานเพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่สามารถดำเนินการได้ทันที หรือแนวทางเชิงนโยบายในภาพรวม ดำเนินการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องในหลายมิติทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อให้ได้ข้อมูล และนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ ที่จะช่วยส่งเสริมงานขององค์กรหลักต่างๆ ในการป้องกัน เตรียมรับ แก้ไข และลดผลกระทบ อาทิ กลุ่มงานวิจัยข้อมูลเพื่อการพยากรณ์ กลุ่มงานวิจัยจัดทำแผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม กลุ่มงานวิจัยจัดทำแผนจัดการพิบัติ เป็นต้น

 รวมทั้งพัฒนาหลักสูตร วิชาการจัดการพิบัติภัย เพื่อพัฒนาบุคคลากรของประเทศให้มีความรู้ที่พร้อมจะปฏิบัติงานกับสถานการที่ต้องเกิดอีกในอนาคตอย่างต่อเนื่องและหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ต้องปรับตัวให้อยู่กับเหตุการณ์เหล่านี้ให้ดีที่สุด และลดผลกระทบให้ต่ำสุด ให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป อย่างไรก็ตาม แนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของจุฬาฯนั้น คงไม่ได้นำเสนอต่อรัฐบาล แต่หากรัฐบาลต้องการความช่วยเหลือ หรือสนับสนุน ก็ยินดีให้ความช่วยเหลือ และทำงานร่วมกับรัฐบาล