
'หลวงพ่อคูณ'อาการดีขึ้นฉันอาหารได้
อาการ"หลวงพ่อคูณ"ดีขึ้นตามลำดับ ฉันอาหารได้ แพทย์ เผย อาการสับสนจำใครไม่ได้หายไป ด้านรองประธานมูลนิธิหลวงพ่อคูณเผย ญาติโยมต้องเชื่อหมอ อย่าเพิ่งเยี่ยมไข้ หวั่นเชื้อติดหลวงพ่อคูณอีก
(15พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าอาการอาพาธของพระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุดทด จ.นครราชสีมา ที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการติดเชื้อในกระแสเลือด ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ตั้งแต่เมื่อกลางดึกวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา อาการล่าสุดวันนี้ (15พ.ย.) หลวงพ่อคูณ ตื่นจากจำวัด เวลา 06.00 น. จากนั้นคณะลูกศิษย์ได้พาหลวงพ่อเดินไปชื่นชมดอกไม้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานเยี่ยมอาการอาพาธของหลวงพ่อคูณ เมื่อช่วงเย็นวานนี้ ด้วยความปลื้มปีติ
จากนั้นลูกศิษย์คนสนิทได้นำภัตตาหารเช้า ซึ่งประกอบด้วย ข้าวสวย ปลาทอด แกงจืดมะระยัดไส้หมูสับ แกงเลียง ผักต้มและน้ำพริก ประเคนให้หลวงพ่อได้ฉันภัตตาหาร ซึ่งวันนี้หลวงพ่อคูณฉัตรภัตตาหารได้มากกว่าทุกวัน และมีอาการสีหน้าแจ่มใสร่าเริงพูดคุยเป็นกันเอง จากนั้นเวลาประมาณ 10.30 น. คณะแพทย์ประจำตัวหลวงพ่อคูณ ได้เข้าตรวจดูอาการหลวงพ่อคูณ ซึ่งโดยรวมแล้วอาการหลวงพ่อคูณดีขึ้นมา ไม่มีไข้ ความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด และการเต้นของชีพจร เป็นปกติดี แต่ยังคงมีอาการอ่อนเพลียบ้างเล็กน้อย
ทั้งนี้หลวงพ่อคูณ ได้กล่าวฝากไปยังศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศว่า ตนหายดีแล้ว ไม่เป็นอะไรแล้ว ขอให้ลูกศิษย์ทุกคนไม่ต้องห่วง ส่วนตัวคิดว่าตัวเองแข็งแรงดี อยากกลับวัดแล้ว
"หายแล้ว ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่ต้องเป็นห่วงกูดอก กลับวัดได้แล้ว ใครรักกูก็ให้ถือศีล 5" จากนั้นหลวงพ่อคูณก็สวดบทศีลทั้ง 5 ข้อ อย่างละเอียด สำหรับข้อถามว่าอยากกลับวัดเมื่อไร หลวงพ่อคูณ ฯ กล่าวทันทีว่า "อยู่วัดก็ได้ อยู่โรงพยาบาลก็ได้ คนเราเกิดได้ ก็มีตายได้ เป็นเรื่องธรรมดา"
ขณะที่นายแพทย์พินิศจัย นาคพันธุ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นแพทย์ประจำตัวหลวงพ่อคูณ เปิดเผยว่า อาการหลวงพ่อคูณดีขึ้นกว่าทุกวัน อาการสับสนจำอะไรไม่ได้หายไปแล้ว นอกจากนี้ยังไม่พบว่ามีไข้ หรือมีโรคแทรกซ้อน อีกทั้งหลวงพ่อคูณสามารถฉันภัตตาหารได้ดี จึงไม่จำเป็นที่จะต้องให้น้ำเกลือผสมวิตามินอีกต่อไป โดยคณะแพทย์ได้ถอดสายน้ำเกลือออกตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 14 พ.ย. แต่อย่างไรก็ตามการให้ยาปฏิชีวนะผ่านทางหลอดเลือดเพื่อรักษาอาการติดเชื้อในกระแสเลือดยังจำเป็นที่จะต้องให้ครบตามกำ หนดไว้ ในการรักษาอาการติดเชื้อในกระแสเลือดที่ต้องใช้ระยะเวลา 3 วัน ซึ่งคาดว่าหากหลวงพ่อไม่มีอาการมีไข้ขึ้นสูงหรือมีอาการอื่นแทรกซ้อน ก็จะสามารถเปลี่ยนการให้ยาปฏิชีวนะผ่านทางหลอดเลือดดำมาเป็นการให้ยาเม็ดรับประทานแทนภายในวันพุธ(17พ.ย.)นี้ จากนั้นยังคงจำเป็นที่จะต้องเฝ้าดูอาการของหลวงพ่ออย่างใกล้ชิด และยังไม่สามารถระบุๆได้ว่าหลวงพ่อคูณจะสามารถกลับวัดบ้านไร่ได้เมื่อใด
นพ.พินิศจัย กล่าวว่า ตอนนี้หลวงพ่อคูณมีกำลังใจที่ดีมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับดอกไม้พระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ก็ยิ่งมีความปลื้มปีติ และมีกำลังใจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหากหลวงพ่อมีกำลังใจดีอย่างนี้ต่อไปคาดว่าอาการอาพาธของหลวงพ่อจะหายดีในเร็ววัน
ด้านว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี รองประธานมูลนิธิวัดบ้านไร่ เปิดเผยหลังเดินทางมาพร้อมคณะกรรมการมูลนิธิฯเยี่ยมอาการอาพาธหลวงพ่อคูณ หลังพูดคุย ทักทายแล้ว รองประธานมูลนิธิวัดบ้านไร่ กล่าวว่า จากการพูดคุยกับหลวงพ่อพบภาวะความจำและสติสัมปชัญญะ ดีขึ้นมาก ท่านสามารถจดจำ และพูดคุยเรื่องเก่าได้ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ เฟส 3 ที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จในปีหน้า ท่านได้สอบถามความคืบหน้า ด้วยความเป็นห่วง ก่อนที่จะเดินทางกลับ หลวงพ่อได้กล่าวกับคณะกรรมการมูลนิธิ ฯ ว่า กูไม่ตายง่าย ปีหน้ากูก็อยู่ ปีต่อไปกูก็อยู่ กูขอบใจคนที่เป็นห่วง ขอให้โชคดีทุกคน
"หลวงพ่อมีอายุย่างเข้า 88 ปี ตลอดชีวิตท่านปฏิบัติภารกิจสงฆ์มาตลอด ขณะนี้ท่านอาพาธจะต้องเข้ารักษาตัวผมในฐานะรองประ ธานมูลนิธิฯต้องกราบวิงวอน ลูกศิษย์ทั้งหลาย ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เคร่งครัดที่สั่งงดเยี่ยมชั่วคราว เกรงจะรับเชื้อโรคเพิ่ม จากผู้มาเยี่ยม ซึ่งจะทำให้ท่านมีอาการทรุดหนักได้ เราได้จัดบริการสมุดลงบันทึกรายชื่อผู้มาเยี่ยม ฯ ไว้ที่หน้าห้องพัก หากทุกคนให้ความร่วมมือ ก็จะเป็นการช่วยกันให้ท่านมีสุขภาพ แข็งแรง อยู่กับพวกเรานานๆ"ว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ กล่าว



