ข่าว

"ซูจี"ร้องตะวันตกเลิกคว่ำบาตรพม่า

"ซูจี"ร้องตะวันตกเลิกคว่ำบาตรพม่า

15 พ.ย. 2553

"อองซาน ซูจี" กำลังจะเรียกร้องให้ชาติตะวันตกยกเลิกการคว่ำบาตรพม่า ด้านสมาชิกพรรค NLD วิตกต่อความปลอดภัยหวั่นถูกลอบสังหารระหว่างเดินสายพบปะประชาชน

(15พ.ย.) เว็บไซท์หนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดี้ยน ของอังกฤษ รายงานว่า นางอองซาน ซูจี ผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าพร้อมที่จะพิจารณาเรียกร้องให้ยกเลิกการคว่ำบาตรพม่า ที่ดูเหมือนจะเป็นการบีบให้รัฐบาลชาติตะวันตก ต้องทบทวนมาตรการคว่ำบาตรที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า ไร้ผล ไม่สอดคล้อง และมีแต่คนจนที่ได้รับผลกระทบ

 แต่นักเคลื่อนไหว,นักวิเคราะห์และนักการทูต ต่างระบุว่า การอ้างเรื่องมโนธรรมของนางซูจี ย่อมหมายถึงเธอจะได้รับฟังความคิดเห็น แต่ก็คงต้องใช้เวลาและการโต้แย้ง รวมถึงมีการปรับปรุงขั้นพื้นฐาน เพื่อเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ใช้มายาวนาน

 มาร์ค ฟาร์มาร์เนอร์ นักเคลื่อนไหวเพื่อพม่าในสหราชอาณาจักร ให้ความเห็นว่า นางซูจี ไม่เคยสนับสนุนมาตรการคว่ำบาตรที่ครอบคลุม ที่ส่งผลกระทบแต่กับประชาชนทั่วไป รัฐบาลชาติตะวันตกอาจจะทำตามข้อเรียกร้องของเธอ แต่ก็จะยังไม่ทำอะไรจนกว่าเธอจะตัดสินใจหลังจากได้ปรึกษาหารือกับคนของเธอเสียก่อน ซึ่งจะเป็นขั้นตอนที่ยาวนาน

 ด้านอังกฤษ และหุ้นส่วนในสหภาพยุโรป หรือ EU ระบุว่า จะไม่ยอมยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรจนกว่าจะมีความคืบหน้าให้เห็นเสียก่อน ที่ส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับนางซูจีต่อไป ต้องรอดูว่า เธอจะสามารถหวนกลับไปสวมบทบาทเดิม ที่เลือกเดินบนเส้นทางการเมืองของพม่าได้เหมือนเดิมหรือไม่ ขณะที่แคนาดา ระบุว่า จะยังคว่ำบาตรพม่าต่อไป เพื่อคงไว้ซึ่งการกดดันให้พม่ารื้อฟื้นการปกครองโดยพลเรือน

 แต่สัญญาณแห่งความเปลี่ยนแปลง ได้เริ่มปรากฎออกมาแล้ว ตั้งแต่นางซูจี ยังไม่ได้รับอิสรภาพจากการถูกกักบริเวณ เมื่อ 10 วันก่อน พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD ของเธอ ได้ยุติการสนับสนุนการบอยคอตการท่องเที่ยวที่ดำเนินมานาน 15 ปี ซึ่งคนที่ต่อต้านรัฐบาลทหารก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน เพราะส่งผลกระทบหนักต่อคนขับแท็กซี่,เจ้าของเกสต์ เฮาส์ และคนขายของที่ระลึก มากกว่าพวกที่ภักดีต่อรัฐบาลทหาร ที่ทำธุรกิจสายการบินและโรงแรมหรู

 เดเร็ค ทอนคิน ประธานเครือข่ายพม่าและอดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำย่างกุ้ง ให้ความเห็นว่า นางซูจีได้ยินได้ฟังมาพอแล้วว่า การคว่ำบาตรเล่นงานไม่ตรงเป้า รังแต่จะกระทบคนยากจนแต่แม้รัฐบาลชาติตะวันตกจะเปิดรับความคิดที่จะหารือกับเธอ แต่ก็น่าสงสัยว่า พวกเขาจะทำอะไรได้ในระยะเวลาอันสั้น

 อังกฤษนั้นอึดอัดใจ เกินกว่าจะบอกว่า การคว่ำบาตรนั้นไม่ได้ผล แม้จะบอกว่า มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อพุ่งเป้าเล่นงานสมาชิกในรัฐบาลทหาร และคนใกล้ชิด ไม่ได้ต้องการให้กระทบต่อประชาชนทั่วไปก็ตาม ขณะที่พรรคฝ่ายค้านในออสเตรเลีย เรียกร้องให้ใช้มาตร การที่แข็งกร้าวยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก

 สหรัฐเป็นประเทศแรกที่ใช้มาตรการคว่ำบาตรพม่า เมื่อปี 2536 และตามด้วยอียู ในอีก 3 ปีต่อมา ด้วยการระงับความช่วยเหลือระดับทวิภาคีทั้งหมด ที่นอกเหนือจากด้านมนุษยธรรมเมื่อปี 2550 อียูได้ขยายมาตรการที่รวมถึงการห้ามนำเข้าอัญมณี,ไม้และเหล็ก หลังจาก
ทหารใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล แต่กลับไม่มีกลไกในการตรวจสอบการบังคับใช้

 ดูเหมือนมาตรการคว่ำบาตรจะเข้มงวดเพิ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เมื่อมีการขยายเวลาการกักบริเวณนางซูจี ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ของสหรัฐ ได้ทบทวนมาตรการคว่ำบาตร แต่สหประชาชาติไม่ได้ร่วมคว่ำบาตร ส่วนหนึ่งเพราะถูกต่อต้านจากจีน 

 มารี ลัลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียจากสถาบันคลังสมอง ชาธัม เฮาส์ ให้ความเห็นว่า รัฐบาลชาติตะวันตก ตกอยู่ภายใต้การกดดันจากกลุ่มเคลื่อนไหวที่ต้องการให้คงมาตรการคว่ำบาตรเอาไว้เป็นการยากี่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องใหญ่ขนาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องพิจารณาหลักการด้านมโนธรรม การยกเลิกการคว่ำบาตร ซึ่งมองในแง่ดี ไม่ใช่การให้รางวัลรัฐบาลทหาร เพราะมีหลักฐานมากพออยู่แล้วที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลทหารไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ มีแต่ประชาชนตาดำ ๆ เท่านั้น ที่ต้องทนทุกข์ยาก

 เว็บไซท์ข่าว อิระวดี ของชาวพม่าพลัดถิ่น รายงานว่า ความปลอดภัยของนางอองซาน ซูจี ผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า กำลังเป็นที่น่าวิตกอย่างยิ่ง แต่เธอก็ยืนยันว่า ต้องการรับฟังเสียงของประชาชน และจะกลับไปเดินสายทั่วประเทศอีก โดยในการตอบคำถามผู้สื่อข่าว ระหว่างการแถลงข่าวที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นางซูจี กล่าวว่า ความปลอดภัยของเธอก็เหมือนพลเมืองพม่าคนอื่น ๆ ในประเทศ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับรัฐบาล ซึ่งนับตั้งแต่ได้รับการปล่อยตัว เธอก็ไม่ได้คำนึงถึงแต่เรื่องความปลอดภัยของตัวเอง

 บรรดาผู้นำพรรคNLD ระบุว่า ความปลอดภัยของนางซูจี เป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างยิ่ง โดยเฉพาะช่วงที่เธอพยายามจะเข้าถึงประ ชาชนรากหญ้า นายวิน ทิน หนึ่งในผู้ก่อตั้งและเลขาธิการพรรคNLD ว่า ก่อนจะเกิดความรุนแรงที่ เดปายิน เมื่อปี 2546 นางซูจีเผชิญแต่การถูกทำร้ายด้วยวาจา ยังไม่มีแนวคิดเรื่องการลอบสังหาร แต่เมื่อเกิดเหตุที่เดปายิน ทำให้ทางพรรคฉุกคิดเรื่องการลอบสังหารนางซูจีขึ้นมา

 นายวิน ทิน กล่าวอีกว่า การที่นางซูจี ย้ำในการปราศรัยต่อฝูงชนเมื่อวานนีน้ และจะเริ่มทำในวันนี้ที่ว่า เธอต้องการรับฟังเสียงของประชาชนและติดตามความคิดที่แท้จริงของพวกเขานั้น ก็หมายถึงเธอมีแผนจะเดินทาง แต่ไม่อาจบอกได้ว่า เธอจะเริ่มเดินทางเมื่อใด และไปที่ใด

 นายวิน ทิน ได้ยกเหตุการณ์ลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรี เบนาซีร์ บุตโต ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง โดยระบุว่า ในฐานะผู้นำทางการเมือง ที่ต้องติดต่อกับประชาชนอยู่เสมอ นางซูจีอาจถูกลอบสังหารได้ทุกเวลา โดยนักฆ่าที่ปะปนอยู่กับฝูงชน ซึ่งนับตั้งแต่เธอเข้าสู่วงการการเมือง เมื่อปี 2531 เธอก็ถูกคุกคามหมายเอาชีวิตนับครั้งไม่ถ้วน

 เหตุการณ์แรก เกิดเมื่อเดือนเมษายน ปี 2532 ตอนที่เธอเดินสายไปในแถบอิระวดี มีนายทหารคนหนึ่ง จะยิงเธอ ตอนที่เธอก้าวผ่านจุดสะกัดของทหารในเมืองดานูบู ครั้งที่ 2 เกิดเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2539 ตอนที่ขบวนรถของเธอถูกคนร้ายลอบโจมตี ด้วยก้อนอิฐและไม้ ในย่างกุ้ง และครั้งที่ 3 เกิดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ปี 2546 เมื่อขบวนรถของเธอถูกฝูงชนที่รวมตัวกันอย่างเป็นระบบ ภายใต้การจัดการของรัฐบาลและพลเรือนที่เป็นปีกการเมืองรัฐบาล ลอบโจมตี

 นายวิน ทิน กล่าวว่า ในฐานะผู้นำทางการเมือง ที่ประชาชนรักใคร่และหวังพึ่ง ไม่อาจหลีกเลี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าไม่เข้าถึงประชาชนและไม่ไปขอการสนับสนุนจากพวกเขา นางซูจีก็คงไม่มีสถานภาพเป็นผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตยมาจนถึงทุกวันนี้

 ด้านนายโซ อ่อง  โฆษกแนวร่วมประชาธิปไตยพม่า กล่าวว่า หลังปล่อยอองซาน ตนห่วงความปลอดภัยแม้ว่าขณะนี้จะไม่ได้ออกเดินทางไปที่ใดเว้นแต่ไปร่วมงานศพวานนี้ ข้อห่วงใยดังกล่าวเนื่องจากยังคงมีความเคลื่อนไหวของของกลุ่มที่เคยโจมตีนางอองซานเมื่อ 7 ปีก่อน และที่สำคุญกลุ่มดังกล่าวนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ส่วนข้อเรีกยร้องให้ปล่อยนักโทษนักการเมืองของพม่า 2,000 คนนั้นหากรัฐพม่าจริงใจในการปรองดองหรือสมานฉันท์ก็ต้องปล่อยโดยเร็วไม่เช่นนั้นการพัฒนาประชาธิปไตยในพม่าก็คงไม่มีความก้าวหน้า

กะเหรี่ยงทิ้งบ้านขนทรัพย์เข้าไทยไม่ขาดสาย

ขณะที่ราษฎรกะเหรี่ยง สัญชาติพม่า ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นมวลชนของทหารกะเหรี่ยงดีเคบีเอ. กว่า 300 คน ต่างขนทรัพย์สินเดินข้ามลำห้วยวาเล่ย์ เข้ามายังเขตไทยที่บ้านวาเล่ย์เหนือ หมู่ที่ 3 ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก เนื่องจากหวั่นวิตกในสถานการณ์การสู้รบระหว่างทหารกะเหรี่ยงดีเคบีเอ.กับทหารรัฐบาลพม่า ที่บริเวณค่ายวาเล่ย์ โดยฝ่ายกะเหรี่ยงดีเคบีเอ.กลุ่มของพันเอกนะเคามวย ผู้บัญชาการกะเหรี่ยงดีเคบีเอ. ร่วมกับกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู.) เข้าโจมตีฝ่ายทหารรัฐบาลพม่า ซึ่งมีที่มั่นอยู่ติดเขตไทยที่บ้านวาเล่ย์เหนือ

 การสู้รบดังกล่าว ทำให้ฝ่ายทหารไทย จากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 4 อ.แม่สอด วางกำลังตรึงแนวชายแดนบริเวณบ้านวาเล่ย์เหนือ ขณะที่ฝ่ายปกครองอำเภอพบพระ ได้จัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ไปช่วยดูแลผู้ลี้ภัย เช่นเดียวกับองค์กรพัฒนาเอกชนได้จัดส่งทีมแพทย์ พยาบาลไปช่วยเหลือดูแลผู้ลี้ภัยแล้ว

 สำหรับสถานการณ์ล่าสุด ทั้งสองฝ่ายยังคงเงียบ มีแต่กระแสข่าวว่าฝ่ายพันเอกนะเคามวยจะเปิดฉากยิงใส่ฝ่ายพม่าก่อน ซึ่งนอกจากทำให้ชาวบ้านจากฝั่งพม่าอพยพแล้ว ยังมีชาวบ้านไทยที่บ้านวาเล่ย์ ต้องเตรียมข้าวของ ทรัพย์สินย้ายไปอยู่ที่อบต.วาเล่ย์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายแดนไทย-พม่า ประมาณ 2 กิโลเมตร โดยเฉพาะในตอนกลางคืน ชาวไทยจะไปอาศัยที่สำนกงานอบต.วาเล่ย์ ส่วนชาวพม่าที่ลี้ภัยมาทางเจ้าหน้าที่ได้จัดพื้นที่คอกวัวเก่าให้อาศัยอยู่

กะเหรี่ยง600คนอพยพเข้าไทยหวั่นอีก

 นายพจน์ หรูวรนันท์ นายอำเภอพบพระ จ.ตาก เปิดเผยว่า หลังจากเมื่อค่ำวานนี้ (14 พ.ย.) มีราษฎรชาวกะเหรี่ยง จากฝั่งพม่า ที่อยู่ติดชายแดนไทย-พม่า ตรงข้ามบ้านวาเลย์เหนือ และวาเลย์ใต้ ต.วาเลย์ อ.พบพระ กว่า 300 คน อพยพเข้ามาในฝั่งไทยเพราะเกิดการปะทะกันระหว่างชนกลุ่มน้อยดีเคบีเอ. และทหารรัฐบาลพม่ามีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด แต่ไม่มีรายงานความเสียหายหรือได้รับบาดเจ็บและไม่มีระเบิดข้ามามตกในฝั่งไทย

 ส่วนสถานการณ์ล่าสุดวันนี้ (15 พ.ย.) ยังไม่มีเหตุการณ์ปะทะกันเกิดขึ้น แต่ชาวกะเหรี่ยงที่เดินทางกลับไปฝั่งพม่าในช่วงเช้าได้หุงหาอาหารและเตรียมข้าวของเครื่องใช้อพยพกลับเข้ามาในฝั่งไทยอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้มีจำนวนผู้อพยพเพิ่มมากขึ้นกว่า 600 คนแล้ว เนื่องจากมีกระแสข่าวว่าจะเกิดการสู้รบกันระหว่างดีเคบีเอ และทหารรัฐบาลพม่า ทำให้ราษฎรกะเหรี่ยงหวาดผวากลัวจะได้รับอันตรายจึงอพยพมาอยู่ฝั่งไทยเพื่อความปลอดภัย

 นายพจน์ กล่าวว่า ช่วงค่ำที่ผ่านมาฝ่ายปกครอง และฝ่ายความมั่นคงได้จัดที่พักไว้ให้ชาวกะเหรี่ยงในคอกวัวเก่าของเอกชนที่ไม่ได้ใช้งานมานานแล้ว แต่หลังชาวกะเหรี่ยงอพยพมาเพิ่มขึ้นทำให้สถานที่ดังกล่าวคับแคบ จึงจัดเตรียมสถานที่ใหม่โดยใช้ลานจอดเฮลิคอปเตอร์เดิม มีการปรับพื้นที่ และนำเต้นท์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาติดตั้ง พร้อมร้องขอเครื่องอุปโภค-บริโภค อาหารและสุขาชั่วคราวจากเอ็นจีโอ  และยูเอ็นเอชซีอาร์ มาช่วยเหลือผู้ลี้ภัย

 "คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจนกว่าสถานการณ์ในฝั่งพม่าจะนิ่ง จึงเข้าไปพูดคุยกับชาวกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาให้กลับไป  แม้ขณะนี้การสู้รบระหว่างทหารทั้งสองฝ่ายจะยุติไปชั่วคราว แต่ต้องยอมรับว่าชายแดนไทย-พม่า ตรงข้าม อ.พบพระ จ.ตาก เป็นเขตอิทธิพลของกะเหรี่ยงดีเคบีเอ. ทำให้การสู้รบยังเกิดขึ้นบ้างประปราย แตกต่างกับชายแดนตรงข้าม อ.แม่สอด ที่ทหารรัฐบาลพม่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว"นายพจน์กล่าว