ข่าว

มาร์คทราบ"บุญจง-เกื้อกูล"ไม่ลาออก

มาร์คทราบ"บุญจง-เกื้อกูล"ไม่ลาออก

15 พ.ย. 2553

ชทพ.ทุบโต๊ะหักมาตรฐาน“มาร์ค”ส่ง“เกื้อกูล”ลงซ่อมอยุธยา โดยไม่ลาออกรมต. “ชุมพล”อ้างเสียงส่วนใหญ่พรรค ยกกฎหมายใน-ต่างประเทศไม่มีปฏิบัติ เตรียมเข้าพบนายกฯแจงมติพรรค ด้าน"บรรหาร"เชื่อไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล ขณะที่“เกื้อกูล”กั๊กกอดเก้าอี้รมต.ยันเคารพกติกาไม่เสี

(15พ.ย.) เวลา 09.30 น.พรรคชาติไทยพัฒนาได้มีการประชุมกรรมการบริหารพรรค ส.ส.และสมาชิกพรรค โดยนายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และรมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในการประชุมเพื่อพิจารณาการส่งผู้สมัครับเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 1 อยุธยา หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม พ้นจากส.ส. เนื่องจากถือหุ้นสัมปทานรัฐ โดยได้ใช้เวลาในการประชุมเพียง 15 นาที

 จากนั้นนายชุมพล ได้แถลงว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมานายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางไปพบตนที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาซึ่งมี 3 เรื่องคือ 1.ข้อมูลของนายกฯมาแจ้งให้ทราบ 2.การนายสุเทพลาออกจากตำแหน่งก่อนเพราะอะไร และ3.แล้วแต่พรรคชาติไทยพัฒนาจะพิจารณาจะไม่ก้าวก่าย และรับปากว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุมในวันที่ 15 พ.ย.

 นายชุมพล กล่าวว่า พรรคมีมติให้ส่งนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม สมัครรับเลือกตั้งซ่อมเขต 1 จ.อยุธยา แต่การลาออกหรือไม่ลาออกไม่ใช่มติ เนื่องจากนี้ข้อบังคับของพรรคไม่ได้เปิดช่องให้พิจารณาเรื่องลาออกหรือไม่ลาออก จึงไม่มีมติในเรื่องนี้ แต่มีการอภิปรายของสมาชิกส่วนใหญ่ทั้งหมดเห็นว่าไม่ควรจะลาออก ในข้อบังคับของพรรคมีอำนาจเฉพาะเสนอชื่อบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น แต่ไม่มีข้อบังคับข้อไหนบอกว่าให้พรรคพิจารณา หรือมีมติให้รัฐมนตรีลาออก ดังนั้นพรรคจึงไม่สามารถมีมติในเรื่องนี้ได้ ส่วนการอภิปรายทั้งหมดส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ควรลาออก ทั้งนี้ได้ให้ฝ่ายวิชาการไปดูข้อมูลทางด้านรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ก็พบว่า ไม่มีการพูดถึงที่ว่ารัฐมนตรีจะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องลาออก เมื่อไปดูในหมวดจรรยาบรรณ จริยธรรม และคุณธรรม ก็ปรากฏมีเรื่องนี้เลย รวมถึงหลักปฏิบัติในประเทศต่าง ๆที่มีการปกครองระบบรัฐสภาก็ปรากฎว่าไม่พบแม้แต่ประเทศเดียวว่าเมื่อรัฐมนตรีไปลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วจะต้องลาออก

 “นอกจากนี้ยังพบอีกว่ารัฐบาลรักษาการ หรือรัฐบาลที่ครบวาระ หรือยุบสภา ทุกประเทศปฏิบัติเหมือนกันหมดคือทั้งครม.จะลงสมัครรับเลือกตั้งโดยไม่ต้องลาออกจากรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการปฏิบัติของทั่วโลก และที่สำคัญคือในรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ผู้นำรัฐบาลหรือรัฐมนตรีก็สามารถไปหาเสียงช่วยลูกพรรคได้ในการเลือกตั้งอะไรก็แล้วแต่ ดังนั้นวิธีปฏิบัติอย่างนี้เป็นสากลที่ปฏิบัติอยู่ทั่วโลก เมื่อตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการในประเทศไทยว่าเคยมีการปฎิบัติอย่างนี้มาหรือไม่ก็ปรากฎว่าไม่เคยมีเลยตั้งแต่ปี 2475 ว่ารัฐมนตรีจะสมัครเลือกตั้งต้องลาออกจากส.ส. รวมทั้งไปค้นดูจากประวัติพรรคชาติไทยมาเคยมีหรือไม่ ก็ไม่เคยมีเช่นเดียวกัน”นายชุมพล กล่าวและว่าเมื่อไปดูกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้บอกว่ารัฐมนตรีไปสมัครส.ส.ไม่ได้ ในหมวดคุณธรรม จริยธรรมก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้ชัดเจน และรัฐธรรมนูญระบุเพียงว่าข้าราชการที่จะลงสมัครส.ส.ต้องลาออกก่อนเท่านั้นเอง โดยเฉพาะข้อบังคับของพรรคชาติไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาตั้งแต่ต้นก็ไม่มีบทบัญญัติให้รัฐมนตรีลาออก

 ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่ตามมารยาททางการเมืองนายกฯย้ำ 5 รอบต้องลาออก นายชุมพล กล่าวว่า ได้พิจารณาเรื่องนี้แล้ว แต่ในแง่ของพรรคชาติไทยพัฒนาไม่สามารถมีมติทำได้ถึงขนาดนั้น อย่างไรก็ตามหลังแถลงเสร็จได้นัดนายกฯเพื่อพูดคุยในเรื่องนี้อีกครั้ง

 เมื่อถามว่าแล้วอย่างนี้จะอยู่ร่วมรัฐบาลได้หรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น อย่าก้าวไปไกล แต่ของพรรคชาติไทยพัฒนาเราเป็นอย่างนี้

 ด้านนายบรรหาร  ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่เสียงส่วนใหญ่ของพรรคไม่เห็นด้วยให้นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ต้องลาออกจากการเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมก่อนว่า เท่าที่ทราบอันดับแรกพรรคชาติไทยพัฒนามีมติส่งนายเกื้อกูลลงเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 1 อยุธยา และที่ทางโฆษกพรรคชาติไทยพัฒนาแจงให้ทราบคือ พรรคไม่มีมติให้ลง ไม่ลง เพราะข้อบังคับพรรคไม่มีระบุว่า แต่ได้มีการตบท้ายว่า เสียงส่วนใหญ่เห็นควรที่จะให้นายเกื้อกูลอยู่ในตำแหน่ง แต่ตรงนี้ไม่เป็นมติพรรค ส่วนเรื่องนี้จะไปขัดหรือกลายเป็นความขัดแย้งกับมาตรฐานของนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย แต่สิ่งที่นำไปพูดเป็นการนำเอาจากคำที่โฆษกพรรคแจ้งให้ทราบ

 เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าจะมีการนำเอาเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับกรณีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ที่ลาออกก่อนลงสมัครเลือกตั้งส.ส.สุราษฎร์ธานี นายบรรหาร กล่าวว่า ไม่ทราบเดี๋ยวคณะกรรมการการเลือกตั้งเล่นงานตนอีก อยากพูด มันคันปาก ที่อยากจะพูดเยอะเลย แต่พูดไม่ได้ มันคันปากยิกเลย ถ้าต่อยได้ก็ต่อยแล้ว คือต่อยอย่างปาเกียว และก็ไม่ทราบเรื่องที่นายชุมพลจะเดินทางไปทำความเข้าใจกับนายกฯในเรื่องนี้ แต่เชื่อว่า เรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล ตอนนี้มันใกล้ปีใหม่ วันเฉลิม น้ำท่วมมากมาย มาช่วยกันตรงนี้ก่อน หลังปีใหม่ค่อยมาว่ากัน ซึ่งบางเรื่องอยากพูด แต่ว่า น้ำท่วมปาก สำหรับในพื้นทีเขตเลือกตั้งที่ 1 อยุธยา ขณะนี้ก็ไม่ทราบว่า พรรคอื่นจะส่งใครลงบ้าง ก็ต้องถามนายเกื้อกูลว่า หนักใจไหม ซึ่งวันสมัครวันที่ 22 พ.ย.มีสมาชิกพรรคไปให้กำลังใจแน่นอน

 นายเกื้อกูล  ด่านชัยวิจิตร  รมช.คมนาคม กล่าวถึงกรณีที่มติเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ควรลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี จะขัดกับความเห็นของนายกรัฐมนตรีที่ให้ออกหรือไม่ว่า ตนไม่เข้าร่วมประชุมพรรคชาติไทยพัฒนา แต่เท่าที่ฟังก็ทราบว่าเสียงส่วนใหญ่ให้ตนสู้ และมีแต่คนมาให้กำลังใจ ซึ่งครอบครัวในพรรคชาติไทยพัฒนาก็อบอุ่นดี ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะวันที่ประชุมพรรคก็ยังไม่มีมติออกมาแต่อย่างใด แต่ก็จะดูถึงความรอบคอบอีกครั้ง

 ผู้สื่อข่าวถามว่าการจะลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นการตัดสินใจโดยส่วนตัวหรือไม่ นายเกื้อกูลกล่าวว่า ไม่ เรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องของพรรค แต่ขอให้ใจเย็นๆเพราะเรื่องนี้มีคำตอบแน่นอน เพราะท้ายที่สุดตนก็ต้องลงรับสมัครเลือกตั้งส.ส. ซึ่งก็ว่าไปตามกติกา ยืนยันว่าตนเคารพกติกา สบายใจได้

 เมื่อถามว่าจะเป็นการลาพักร้อนชั่วคราวหรือไม่ นายเกื้อกูลกล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่ยืนยันว่าตนอยู่ในกติกามาตลอดไม่เคยฝ่าฝืนกติกา เมื่อถามต่อว่าเรื่องนี้เป็นมารยาททางการเมืองจะให้คำตอบกับสังคมอย่างไร นายเกื้อกูลกล่าวว่า ตนเป็นคนมีมารยาท และตนก็มีทุกอย่างครบที่จะเป็นส.ส. ซึ่งจะไม่ทำให้คนอยุธยาเสียหน้า เมื่อถามว่าจะชี้แจงกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯอย่างไร นายเกื้อกูล กล่าวว่า อย่าไปพูดถึงขั้นนั้นดีกว่า ซึ่งกกต.ก็ได้กำหนดไว้อยู่แล้วว่าสิ่งใดทำได้สิ่งใดทำไม่ได้

อภิสิทธิ์ทราบ"บุญจง-เกื้อกูล"ไม่ลาออก"

 นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาได้แจ้งมติพรรคให้ตนทราบแล้วว่าให้นายบุญจง  วงศไตรรัตน์ รมช.มหาดไทยและนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคมลงสมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.แต่ไม่มีมติให้ลาออกจากตำแหน่งรมต.โดยระบุว่าพรรคไม่มีอำนาจ ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าตัวต้องตัดสินใจเอง อย่างไรก็ตามตนยังยืนยันในจุดยืนเดิมคือต้องลาออกจากตำแหน่งรมต.เพื่อเป็นบรรทัดฐานที่ดี

"ภท."รับ"บุญจง"เมินไขก๊อกจ่อหมิ่นเหม่หาเสียง

 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายประจักษ์  แกล้วกล้าหาญ  ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานส.ส.พรรคภูมิใจไทย กล่าวก่อนการประชุมกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยเพื่อหาเรื่องการกำหนดตัวผู้สมัครในการเลือกตั้งซ่อม ว่า  การที่นายบุญจง  จะออกหรือไม่ออกจากตำแหน่ง ซึ่งข้อกฎหมายก็ไม่ได้ห้ามว่าหากลงสมัครต้องลาออกจากตำแหน่งก่อน  แต่ส่วนหนึ่งที่พรรคจะพิจารณาคือหากไม่ลาออกและลงสมัครแล้วจะหมิ่นเหม่ต่อการหาเสียงหรือไม่  ทำให้พรรคต้องหารือกันก่อน ซึ่งนายบุญจงก็ต้องพิจารณาในประเด็นนี้ด้วย  ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุเรื่อง บรรทัดฐานทางการเมืองนั้น ส่วนตัวเห็นว่า นายกฯเป็นหัวหน้าผู้บริหารประเทศ ก็มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นและความรู้สึก ส่วนพรรคจะคล้อยตามหรือไม่อยู่ที่ดุลพินิจของพรรคและรัฐมนตรีโดยเรื่องการลาออกของนายบุญจง  อาจจะต้องรอถึงวันสุดท้ายในการรับสมัครก็ได้เพราะนายบุญจงยังมีภารกิจที่ต้องทำอีกมาก

           นายประจักษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องพื้นที่  จ.ขอนแก่นนั้น ในฐานะที่ตนเองเป็นหัวหน้ากลุ่มที่ดูแลตรงนี้ จะเสนอข้อมูลต่อพรรคว่าไม่ควรส่งผู้สมัคร  เพราะในพื้นที่ยังมีความขัดแย้งเรื่องสีเสื้อทางการเมือง และประชาชนในพื้นที่ยังต้องการ ร.ท.ปรีชาพล  พงษ์พาณิชย์ ส.ส.พรรคเพื่อไทยอยู่ อย่างไรก็ตามหากพรรคมีข้อมูลที่ดีก็สามารถมีการเปลี่ยนแปลงได้

กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งซ่อม5เขตใช้งบ77ล้าน

 เมื่อเวลา 14.00 น.   ที่ศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อเวลา 14.00 น. นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งส.ส.แทนตำแหน่งที่ว่าง ในพื้นที่ 5 เขต 5 จังหวัด ว่าได้มีการเตรียมความพร้อมโดยการเชิญคณะกรรมการอำนวยการจัดการเลือกตั้ง ที่ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องมาประชุมเตรียมแผนงาน โดยในเบื้องต้นคิดว่าจะใช้งบประมาณในการจัดการเลือกตั้งจำนวน 77 ล้านบาทในพื้นที่ 5 เขตเลือกตั้ง เฉลี่ยจังหวัดละประมาณ 15 ล้านบาท ซึ่งก็ใกล้เคียงกับการเลือกตั้งซ่อมครั้งที่ผ่านมา ในส่วนของความพร้อมก็คิดว่าพร้อม เพียงแต่ว่ามีบางจังหวัดที่แจ้งมาเบื้องต้นว่ายังมีน้ำท่วมอยู่ แต่คิดว่าเมื่อถึงวันเลือกตั้งน้ำน่าจะลด ไม่น่าจะมีปัญหา ซึ่งก็ได้เตรียมการเอาไว้

 “ การเลือกตั้งครั้งนี้ได้เน้นเรื่องความสงบเรียบร้อย เพราะไม่อยากให้การเลือกตั้งมีการหาเสียงกระทบกระทั่งกัน และเกิดเหตุความไม่เรียบร้อยขึ้น ซึ่งกกต.จะจัดการเลือกตั้งด้วยความกลาง และดูแลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ” นายประพันธ์ กล่าว

 เมื่อถามว่ากกต.กังวลหรือไม่ที่มีผู้ที่มีตำแหน่งรัฐมนตรีมาลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ ที่อาจจะมีการมองว่าเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ นายประพันธ์ กล่าวว่า กกต.ได้ดูแลเรื่องความเป็นกลางอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการการเมืองและข้าราชประจำที่กระทำการเป็นคุณเป็นโทษต่อผู้สมัครและพรรคการเมือง เพราะถ้ามีการฝ่าฝืนกฎหมายก็จะมีโทษทางอาญาและทางวินัย ในส่วนของผู้ที่จะสมัครที่มีตำแหน่งทางการเมืองจะลาออกหรือไม่เป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่จะพิจารณา แต่ในข้อกฎหมายไม่ได้ห้ามข้าราชการการเมืองลงสมัคร แต่คนที่จะลงสมัครได้ จะต้องมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ส่วนคนที่เป็นรัฐมนตรีจะลงสมัครรับเลือกตั้งก็ต้องไปดูที่ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 102 (11) ที่ระบุว่าเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ซึ่งจะหมายรวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่นั้น คนที่จะมีอำนาจในการวินิจฉัยว่าจะประกาศเป็นผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งได้คือ ผอ.ประจำเขตเลือกตั้ง หากผอ.ประจำเขตเลือกตั้งไม่ประกาศเป็นผู้มีชื่อสมัครรับเลือกตั้งได้ก็สามารถร้องศาลฎีกา เพื่อให้วินิจฉัยได้ อย่างไรก็ตามการลาออกของผู้มีตำแหน่งเป้ฯรัฐมนตรีขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละพรรค

 เมื่อถามต่อว่า มีกระแสข่าวว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะฮั้วการเลือกตั้ง นายประพันธ์ กล่าวว่าต้องดูตามข้อเท็จจริงว่ามีการสมรู้ร่วมคิดทุจริตในการเลือกตั้งหรือไม่ และต้องดูเหตุผลว่าแต่ละพรรคมีความพร้อมที่จะผู้สมัครรับเลือกตั้งจริงหรือไม่ ซึ่งทางกกต.เองจะต้องทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง

 

นายกฯชี้แก้รธน.บอกสำเร็จหรือไม่อยู่ที่รัฐสภา

 ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายอภิสิทธิ์  ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ในวันที่ 16 พ.ย.จะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อถามว่าฝ่ายค้านและนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยเองก็มองว่าไม่มีทางที่จะแก้สำเร็จ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็อยู่ที่สภา สภาต้องช่วยกัน

 เมื่อถามว่าตกลงว่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความรับผิดชอบของสภาหรือเป็นในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นอำนาจของรัฐสภา

 ต่อข้อถามว่ามีความเป็นห่วงในกรณีมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับอื่นค้างอยู่จะเกิดปัญหาในสภาได้หรือไม่ หากร่างแก้ไขของ ครม.เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันคนละหลักการกัน

"วิปรัฐ"กังวลองค์ประชุมร่วมรัฐสภา

 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ( วิปรัฐบาล ) กล่าวว่าที่ประชุมวิปรัฐบาลเป็นห่วงเรื่ององค์ประชุมร่วมรัฐสภา จึงได้ขอความร่วมมือส.ส.ทุกคนที่มีสัมพันธภาพที่ดีกับสมาชิกรัฐสภา คือ ส.ว.และส.ส.ฝ่ายค้าน ขอความร่วมมือที่จะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ส่วนที่ประชุมจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละคนแต่อยากให้การประชุมเป็นไปได้ด้วยดี เพราะลำพังรัฐบาลไม่สามารถที่จะหาเสียงมาให้ถึงกึ่งหนึ่งขององค์ประชุมรัฐสภา คือ 310 เสียง ซึ่งแตกต่างจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่เวลาถูกฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์เราก็เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านเต็มที่

 ผู้สื่อข่าวถามว่านอกจากขอความร่วมมือแล้วจะมีมาตราการอื่น ๆ อีกหรือไม่ เช่น คาดโทษ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตามปกติพรรคร่วมรัฐบาลทางวิปจะไม่กังวลเท่าไหร่ เพราะได้ตรวจสอบองค์ประชุมทุกครั้งเสียงของรัฐบาลครบ และอยู่ในเกณฑ์ที่เรารับได้ยกเว้นครั้งล่าสุดในการประชุมสัปดาห์ที่ผ่านมามีอุบัติเหตุนิดหน่อยเป็นปัญหาทางเทคนิคของเราเองซึ่งเราก็ยอมรับ อย่างไรก็ตาม จะมีการประสานกับวิปวุฒิต่อไป เช่น ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงวาระ เป็นต้น