ข่าว

ซูจีร้องทำ"ปฏิวัติกำมะหยี่"ไม่รุนแรง

ซูจีร้องทำ"ปฏิวัติกำมะหยี่"ไม่รุนแรง

15 พ.ย. 2553

ปราศรัยต่อหน้าชาวพม่านับหมื่น เรียกร้องผู้นำทหารพม่าคุยตัวต่อตัว ยันจะต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชน-นิติธรรมตลอดไป เตรียมคุยกับชาติตะวันตกยกเลิกคว่ำบาตรพม่า ขณะที่คนใกล้ชิดหวั่นเกิดเหตุลอบสังหาร

นางออง ซาน ซูจี ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในพม่าได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบีบีซีแห่งประเทศอังกฤษ ณ ที่ทำการพรรคเอ็นแอลดีในวันจันทร์ (15 พ.ย.) โดยกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่าประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นในพม่าอย่างแน่นอน แต่ไม่สามารถคาดหมายได้ว่าจะเป็นเมื่อใด และอยากจะเห็นรัฐบาลที่มาจากทหารเกิดการเปลี่ยนแปลงมากกว่าจะถูกล้มล้างไป โดยจะใช้โอกาสใดๆที่พึงมีหารือกับรัฐบาลในประเด็นดังกล่าว ทั้งยังยืนยันว่าประชาชนต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น มีความปลอดภัย และ อิสรภาพ

 สำนักข่าวบีบีซีเผยแพร่บทสัมภาษณ์ในเว็บไซต์ว่านางซูจีต้องการที่จะเห็นการสิ้นสุดของการปกครองภายใต้ระบบทหารโดยไม่มีความรุนแรง นางกล่าวว่า "ข้าพเจ้าเห็นด้วยว่าเราต้องพยายามทำให้การ "ปฏิวัติกำมะหยี่" ที่ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น แม้จะเป็นเรื่องที่แปลกๆอยู่ก็ตาม"

 นางซูจียืนยันต่อสำนักข่าวบีบีซีว่านางไม่ได้ถูกจำกัดสิทธิใดๆหลังได้รับอิสรภาพ และ ยอมรับคำสั่งของรัฐบาลพม่าหากจะกักบริเวณตนเองอีกครั้งที่เกิดขึ้นเพราะสิ่งที่นางพูดหรือทำ

อย่างไรก็ตามสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วานนี้(14พ.ย.) นางซูจี ได้จัดแถลงการณ์แสดงจุดยืนการเมืองต่อชาวพม่าหลายหมื่นคนที่เดินทางมาชุมนุมให้กำลังใจที่หน้าทำการพรรคสันนิบาตเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ (เอ็นแอลดี) กลางกรุงย่างกุ้ง หลังจากที่ได้รับอิสรภาพจากการถูกกักบริเวณในบ้านพักของตนเองเป็นเวลา 7 ปีครึ่ง ทั้งนี้นางซูจีเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยย้ำว่า พร้อมทำงานทางการเมืองเคียงบ่าเคียงไหล่ชาวพม่าที่ต้องการเห็นประชาธิปไตย

  "ประชาธิปไตยคือการที่ประชาชนสามารถตรวจสอบรัฐบาล ข้าพเจ้าจะยอมรับการตรวจสอบจากประชาชน" ซึ่งประชาชนต้องยืนหยัดเพื่อสิทธิของตนเอง และ "หากเราต้องการสิ่งใด เราก็ต้องลงมือทำในแนวทางที่เหมาะสม" นางซูจีกล่าว

 นอกจากนี้ นางซูจีแสดงท่าทีในการร่วมมือกับรัฐบาลพม่าเพื่อสร้างประชาธิปไตยในประเทศ โดยย้ำว่า ไม่มีความเคียดแค้นรัฐบาลที่กักบริเวณเป็นเวลาถึง 15 ปี ในช่วง 21 ปีที่ผ่านมา ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการดูแลเป็นอย่างดีมาโดยตลอด

 ต่อข้อถามเกี่ยวกับอนาคตของพรรคเอ็นแอลดี นางซูจีกล่าวว่า ไม่ได้ก่อตั้งเอ็นแอลดีให้เป็นแค่พรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่เอ็นแอลดีเป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย และเป็นองค์กรเพื่อการเปลี่ยนแปลง ตราบใดที่ประชาชนต้องการประชาธิปไตยในพม่า องค์กรนี้จะยังคงอยู่ต่อไป ตอนนี้พวกเรากำลังพยายามบรรลุเป้าหมายโดยเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ไม่รู้ว่า อีกนานแค่ไหนถึงจะได้ประชาธิปไตยมา อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณผู้ปรารถนาดีทุกคน และอยากขอร้องให้ทุกคนสวดภาวนาให้แก่ผู้ที่ยังถูกจองจำ ซึ่งมากกว่า 2,200 คนในปัจจุบัน "เพราะถ้าประชาชนของฉันไม่เป็นอิสระ จะพูดอย่างเต็มปากได้อย่างไรว่าฉันเป็นอิสระ ไม่ว่าเราจะมีอิสรเสรีหรือไม่ก็ตาม"

 นอกจากนี้นางซูจี ด้ฝากข้อความทางสื่อมวลชนไปยังพลเอกอาวุโสตัน ฉ่วย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่าว่า "เราน่าจะมาพูดคุยกันตัวต่อตัวดีกว่า" โดยทั้งคู่ได้พูดคุยกันครั้งสุดท้าย นับตั้งแต่การเจรจาแบบลับๆ ในปี 2002 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ

 "ฉันมาที่นี่เพื่อต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในชาติ ฉันมาที่นี่เพื่อจะพูด ฉันจะใช้อำนาจอันชอบธรรมเท่าที่ฉันมีทั้งหมด ฉันหวังว่าประชาชนจะให้การสนับสนุน ฉันเชื่อในเรื่องสิทธิมนุษยชน และฉันก็เชื่อในหลักนิติธรรม ฉันจะยังต่อสู้เพื่อสองสิ่งนี้ตลอดไป และฉันอยากทำงานด้วยแรงขับเคลื่อนทางประชาธิปไตยที่มีทั้งหมด และด้วยการสนับสนุนจากประชาชน" นางซูจีกล่าว

 นางซูจีกล่าวชัดเจนว่า พร้อมจะพูดคุยกับชาติตะวันตกเรื่องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพม่า ซึ่งก่อนหน้านี้เธอเคยสนับสนุนอย่างแข็งขัน โดยนางซูจีย้ำว่า หากประชาชนต้องการให้ยกเลิกมาตรการเหล่านี้ ก็จะทบทวน เพราะขณะนี้เป็นเวลาที่ชาวพม่าต้องการความช่วยเหลือ

 ด้านนายโอน เกียง สมาชิกอาวุโสแห่งพรรคเอ็นแอลดี กล่าวว่า นางซูจีต้องการทราบความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ฟังเสียงของประชาชนเพื่อกำหนดแผนการดำเนินการสำหรับอนาคต ดังนั้นพรรคจะสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง และหลังจากการแถลงจุดยืน นางซูจีมีกำหนดพบกับเจ้าหน้าที่การทูตต่างประเทศและจะมีการแถลงข่าวหลังจากนั้นพร้อมคุยต่างประเทศในเรื่องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

 หนังสือพิมพ์นิวไลท์ ออฟ เมียนมาร์ ของทางการพม่ารายงานว่า นางซูจีได้ยอมรับการขอโทษหลังจากที่พบว่า ตนเองยังมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาประชาชน และได้อ้างคำพูดของนายขิ่น ยี่ อธิบดีตำรวจที่ได้กล่าวกับนางซูจีว่า รัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่นางซูจีต้องการ อย่างไรก็ตาม มีการคาดหมายว่านางซูจีจะใช้โอกาสหลังได้รับอิสรภาพในการฟื้นฟูพรรคเอ็นแอลดีที่ถูกรัฐบาลยุบในช่วงก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ขณะที่พรรคการเมืองที่สนับสนุนการเป็นประชาธิปไตยในพม่าต่างตั้งความหวังว่านางซูจีจะเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยต่อไป

 นายขิ่น หม่อง ฉ่วย ผู้นำพรรคฝ่ายหนุนประชาธิปไตย กล่าวว่า "เรายกย่องให้นางซูจีเป็นผู้นำแห่งชาติ นางไม่ได้เป็นคนของกลุ่มหรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่นางเป็นคนของประชาชนทั้งชาติ" ทั้งนี้พรรคฝ่ายหนุนประชาธิปไตยได้แยกตัวจากพรรคเอ็นแอลดีก่อนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา 

 ทั้งนี้มีรายงานว่า การปรากฏตัวของนางซูจีหลังได้รับอิสรภาพยังทำให้ชาวพม่าผู้สนับสนุนปลื้มปีติเป็นอย่างมาก นายโค อาย โช วัย 33 ปี ช่างอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวถึงนางซูจีว่าเปรียบเสมือนแม่ของตน และหวังว่านางซูจีจะนำพม่าไปสู่อนาคตสดใสแห่งสันติภาพ ขณะที่นายบา โอน วัย 43 ปี เจ้าของแผงขายอาหารกล่าวแสดงความกังวลว่าชาวพม่ากังวลว่านางซูจีจะมีโอกาสในการสร้างสันติภาพและความมั่งคั่งของประเทศหรือไม่

 ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลไม่ได้เพิ่มหน่วยรักษาความปลอดภัยในบริเวณโดยรอบที่ทำการพรรคเอ็นแอลดี แต่เจ้าหน้าที่ทางการนอกเครื่องแบบได้แฝงตัวเข้ามาในบริเวณและเก็บภาพของใบหน้าของประชาชนที่ชุมนุมหน้าพรรคเอ็นแอลดี

 มีรายงานจากสถานทูตอังกฤษในกรุงเทพฯ เปิดเผยว่า นางซูจีได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนายคิม อาริส บุตรชายคนเล็กวัย 33 ปี หลังจากได้รับอิสรภาพจากการถูกกักบริเวณในบ้านพักเมื่อค่ำวันเสาร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่สถานทูตกล่าวว่า เท่าที่ทราบจากครอบครัว การสนทนาของสองแม่ลูก เป็นสิ่งที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง   

 เจ้าหน้าที่เปิดเผยด้วยว่า นายคิมยังไม่ได้รับวีซ่าเข้าประเทศพม่าหลังได้ยื่นขอไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว นายคิมยังเฝ้ารอการอนุมัติวีซ่าเพื่อจะได้พบหน้ามารดาเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี ในระหว่างการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศยาวนานหลายทศวรรษ นางซูจีได้สละความสุขส่วนตัว รวมถึงเลือกที่จะไม่เดินทางไปพบสามีชาวอังกฤษเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในปี 2542 เพราะเกรงว่าจะไม่ได้กลับเข้าพม่าอีก และรัฐบาลปฏิเสธวีซ่าเข้าประเทศของสามี นอกจากนี้ นางซูจียังไม่เคยพบหน้าหลานๆ เช่นกัน

 นายวิน ถิ่น เลขาธิการพรรคเอ็นแอลดี กล่าวแสดงความกังวลต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนางซูจี ที่ต่อจากนี้นางซูจีมีแผนเดินทางไปพบปะประชาชนทั่วประเทศ เพราะเกรงเกิดเหตุลอบสังหารนางซูจีระหว่างการเดินทางดังกล่าว ซึ่งยังเป็นความลับว่ามีจุดหมายที่ใดบ้าง เนื่องจากที่ผ่านมามีความพยายามในการลอบสังหารนางซูจีมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่เดชะบุญที่รอดชีวิตมาได้

 นายวิน ถิ่น กล่าวว่า ไม่เคยเชื่อว่าทหาร หรือกองกำลังติดอาวุธกลุ่มใดจะใช้วิธีลอบสังหารนางซูจีแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาได้มีการโต้เถียงอย่างรุนแรงด้วยวาจา จนเมื่อเกิดเหตุการลอบสังหารครั้งที่ 3 ในปี 2546 ทำให้ความคิดของตนเปลี่ยนไป ทั้งนี้ที่ผ่านมาความพยายามลอบสังหารนางซูจีครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2532  ระหว่างที่นางซูจีเดินทางเยือนเขตอิระวดี และเสี่ยงถูกนายทหารยศร้อยเอกใช้ปืนยิงระหว่างที่ขบวนรถของนางซูจีวิ่งผ่านด่านตรวจในเมืองดานูบิว ส่วนครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2539 โดยขบวนรถของนางซูจีถูกขว้างด้วยท่อนไม้และก้อนหิน ระหว่างแล่นไปบนถนนในกรุงย่างกุ้ง และครั้งที่ 3  เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 เมื่อขบวนรถของนางซูจีถูกกลุ่มต่อต้านที่รัฐบาลและกลุ่มผู้สนับสนุนจัดตั้งขึ้นเข้าขัดขวาง

 นายวิน ถิ่น กล่าวต่อว่า มีความกังวลต่อการรักษาความปลอดภัยของนางซูจีเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2531 แต่ก็ยอมรับว่าผู้นำทางการเมืองซึ่งเป็นที่รักและเป็นที่พึ่งของประชาชนไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อการถูกลอบสังหารได้ ซึ่งหากไม่เข้าถึงประชาชนและของแรงสนับสนุน นางซูจีก็ไม่อาจดำรงฐานะการเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยได้อีกต่อไป

 ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ชาวพม่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่กว่า 100 คน ในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก ต่างจุดเทียนและนำรูปของนางออง ซาน ซูจี ออกมาเดินตามถนนสายหนึ่ง และร้องตะโกนเรียกชื่อนางออง ซาน ซูจี ประมาณ 10 นาที เพื่อแสดงถึงความดีใจ และเป็นนิมิตหมายอันดีของประเทศพม่าที่นางออง ซาน ซูจี ได้รับการปล่อยตัวออกมาอย่างไร้เงื่อนไข โดยการปล่อยตัวหญิงเหล็กแห่งประเทศพม่าในครั้งนี้นับเป็นแสงสว่างของชาวพม่าที่เกิดขึ้นทันที นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ชาวพม่าในประเทศไทยจำนวนมากต่างติดตามข่าวการปล่อยตัวของนางออง ซาน ซูจี ตามร้านอาหารต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก  โดยนายจ่อขิ่น ชาวพม่า  กล่าวว่า เหตุที่ออกมาจุดเทียน ถือรูปนางออง ซาน ซูจี ครั้งนี้เพราะดีใจ และต้อนรับนางซูจีที่ได้รับการปล่อยตัวออกมา