
"มาร์ค"ยันพร้อมช่วยผู้ต้องขังเสื้อแดง
นายกฯ เผย รัฐบาลพร้อมยื่นมือช่วยผู้ต้องขัง 50 เสื้อแดง วอน 3 เสื้อแดงที่ได้รับประกันอย่าทำผิดเงื่อนไข อ้างจะมีผลถึงเพื่อเสื้อแดงที่เหลือ
(14พ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ โดยบันทึปไว้ล่วงหน้า เนื่องจากนายกฯติดภารกิจเดินทางไปประชุมเอเปกที่ ประเทศญี่ปุ่น ถึงกรณีการส่งเสมอให้ประชาชนได้รับความเสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม ว่า กระบวนการยุติธรรมแม้ว่าในปัจจุบันบุคคลจะมีความเสมอภาคกันภายใต้กฎหมายก็จริง แต่ว่าในทางปฏิบัติต้องยอมรับว่าพี่น้องประชาชนที่ด้อยโอกาส คนยากคนจนจำนวนมากไม่รู้กฎหมายเป็นพื้นฐาน และเมื่อเกิดปัญหาเข้าในเรื่องของการกระทำความผิด ก็จะมีปัญหาอยู่ตลอดเวลาว่าสิทธิที่พึงได้รับทางกฎหมายนั้นไม่ได้รับการดูแล ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการที่จะมีทนายความ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการที่จะได้รับการประกันตัว หรือความไม่รู้นี้บางครั้งก็เลยทำให้ตกเป็นเหยื่อของเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาศัยความไม่รู้ตรงนี้ครับเป็นช่องว่างปฏิบัติกับคนเหล่านี้ โดยมีการละเมิดสิทธิ เพราะฉะนั้นกระบวนการของการปฏิรูปในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดความเสมอภาค ความเท่าเทียม และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนยากคนจน เรื่องนี้มีกรอบเวลาที่ชัดเจน รวมทั้งมีมาตรการที่ชัดเจนตามสมควรก่อนสิ้นปีนี้ อันนี้คืองานปฏิรูปที่ได้มีการประชุมไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็มีความก้าวหน้าและมีการกำหนดประเด็น มีการกำหนดกรอบเวลาอย่างชัดเจน
"เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการปฏิรูปและการปรองดองนะครับ สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวในเรื่องที่ทางรัฐบาลโดยกระทรวงยุติธรรม ได้เข้าไปช่วยประกันตัวผู้ที่ถูกคุมขัง หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ตรงนี้อยากจะทำความเข้าใจว่าความจริงแล้วผู้ที่ถูกคุมขัง สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองทั้งหมดนั้น ก็เป็นการดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย เพียงแต่ว่าเมื่อประมาณเดือนสองเดือนที่ผ่านมา ผมก็ได้รับทราบจากการที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ และกระทรวงยุติธรรม ได้เข้าไปติดตามสำรวจกลุ่มคนเหล่านี้แล้วพบว่า มีคนจำนวนหนึ่งใน 180 คนโดยประมาณที่ถูกคุมขังอยู่ ซึ่งมีปัญหาและสมควรจะได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ บางครั้งก็เป็นเรื่องของปัญหาสุขภาพ บางครั้งก็เป็นเรื่องของปัญหาไปกระทบกับการศึกษา ซึ่งได้มีการดำเนินการแก้ไขกันไปหรือดูแลความเป็นอยู่ ในแง่ของการถูกคุมขัง แต่ว่าที่เราแปลกใจ คือ ว่าได้รับทราบว่า มีคนอยู่จำนวนหนึ่ง ความจริงก็ประมาณ 40 - 50 คน ยังไม่ได้รับการดูแลที่เหลือทางด้านกฎหมายเท่าที่ควร จากการติดตามข่าวสารว่าคนเหล่านี้ความจริงมีกลุ่มคนซึ่งเคลื่อนไหวดูแลอยู่ หรือว่าสามารถที่จะเข้าไปใช้ทนายอาสา หรือทนายจากสภาทนายความได้ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีปัญหาอยู่จำนวนไม่น้อยบ ผมก็จึงได้มอบหมายให้ทางกระทรวงยุติธรรมนั้นได้มีการไปดูรายละเอียดเป็นรายบุคคล แล้วก็ดูว่ากรณีไหนที่เห็นว่าเป็นความผิดไม่ร้ายแรง สามารถที่จะขอให้มีการยื่นประกันตัวต่อศาล แล้วก็ถ้าเขาขาดแคลนทุนทรัพย์ เราก็มีกองทุนที่กระทรวงยุติธรรมอยู่ ก็สามารถที่จะเอาเงินในส่วนนี้ไปช่วยเหลือได้ " นายกน กล่าว
นายกฯ กล่าวต่อว่า ก่แนที่ตนจะเดินทางออกมาจากประเทศไทยมี 3 ราย ที่ได้มีการดำเนินการช่วยเหลือจนเสร็จเรียบร้อย คือ ได้รับการประกันตัวออกมา และตนได้เชิญบุคคล 2 ใน 3 มาพบ พร้อมทั้งครอบครัวหรือญาติที่ดูแลให้การประกันตัวออกมา เหตุผลหลักคือจากว่าการประกันตัวครั้งนี้ดำเนินการโดยกองทุนของรัฐ ซึ่งทำให้เป็นการเพิ่มน้ำหนักเวลาไปขอประกันตัวจากศาล เพราะฉะนั้นก็ขอความร่วมมือว่าเมื่อได้รับการประกันตัวแล้ว ขอให้ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของการประกันตัวอย่างเคร่งครัด เพราะหากว่าไม่ดำเนินการเช่นนั้น ไม่ทำเช่นนั้น ไปผิดเงื่อนไขของศาลเข้า ก็จะต้องถูกจับกุมคุมขังอีก และที่สำคัญก็คือว่าผมมีความตั้งใจในการที่จะดูกรณีอื่น ๆ ซึ่งเรากำลังไล่ดูอยู่ 40 - 50 รายอย่างที่ว่า ถ้าหากว่าสมมติว่ารายที่ได้มีการประกันตัวออกมาแล้ว ออกมาแล้วมีปัญหา วันข้างหน้าศาลก็จะมีแนวโน้มที่จะไม่อนุญาตให้ประกันตัวรายอื่น ๆ เพราะฉะนั้นจึงได้เชิญมาคุย และต้องการที่จะให้เห็นความสำคัญของการปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาล แนวทางทั้งหมดที่ทำนี้เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องของสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน แล้วความพยายามที่จะมีการปรองดองนั้น ถ้าหากว่าเป็นความผิดที่ไม่ร้ายแรง ดูแล้วไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคง เราก็ต้องการที่จะช่วยเหลือในขอบเขตที่เราคิดว่าช่วยได้ตามความเหมาะสม อันนี้ก็เป็นความคืบหน้าอีกด้านหนึ่งของงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการปฏิรูป และการปรองดองในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา



