ข่าว

ผจก.ประปาฯล่าถังแก๊สล่องหนอีก10

ผจก.ประปาฯล่าถังแก๊สล่องหนอีก10

13 พ.ย. 2553

ผู้จัดการประปาหาดใหญ่ เผย ชาวบ้านแจ้งให้เก็บกู้ถังแก๊สคลอรีนเพิ่ม ยังล่องหนอีก 10 ถัง แจ้งความตำรวจช่วยตามร้านรับซื้อของเก่า-กลุ่มผู้ไม่หวังดี ขณะที่ผู้ว่าฯ สั่งนายอำเภอหาดใหญ่-ใกล้เคียง ประสานกำนัน-ผญบ.ระดมกำลังเก็บกู้ ที่นครศรีธรรมราช พบเทือกเขาหลวงปริแ

ความคืบหน้ากรณีถังบรรจุแก๊สคลอรีนของสำนักงานประปาส่วนภูมิภาค สาขาหาดใหญ่ หายจากโรงกรองน้ำ จำนวน  58 ถัง เนื่องจากมีน้ำท่วมสูงภายในโรงกรองและสำนักงานสาขาหาดใหญ่ โดยสามารถตามเก็บได้แล้ว 20 ถัง เหลืออีก 38 ถังที่เกรงว่าประชาชนอาจนำไปขายให้ร้านของเก่า หรือใช้ความร้อนตัดถัง ซึ่งจะเป็นอันตรายถึงชีวิต ล่าสุด มีผู้แจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บกู้เพิ่มเติมแล้ว

 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน นายธีรพล คงปัญญา ผู้จัดการประปาส่วนภูมิภาค สาขาหาดใหญ่ กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีเนื่องจากขณะนี้มีประชาชนจำนวนมากที่พบถัง ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ให้ไปเก็บกู้ กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลว่าเก็บกู้ได้จำนวนเท่าไหร่ ตัวเลขที่ชัดเจน จำนวนถังที่หายไปที่บริษัทลงมาตรวจสอบใบรับกับใบส่งระหว่างบริษัทกับประปาหาดใหญ่รวมทั้งสิ้น 58 ถัง

 "เท่าที่ได้รับรายงาน ณ เวลา 15.00 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน เหลืออีกประมาณ 10-12 ถังเท่านั้น ก็หวังว่าจะเก็บกลับให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ไม่หวังว่าจะเก็บกู้ได้ครบ 58 ถังก็ตาม เพราะไม่อยากให้คนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ไปทำอะไรกับถังดังกล่าวเพราะจะเกิดอันตรายถึงชีวิต ที่น่ายินดีคือถังที่เก็บกู้กลับมายังไม่มีใครไปทำอะไร ไม่งั้นจะเกิดเรื่องเศร้าแน่นอน" นายธีรพลกล่าว

 การเก็บกู้ถังที่ได้เพิ่มขึ้นนั้น จะมีทั้งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบตามริมคลอง ในป่า ที่มีน้ำท่วมถึงในช่วงวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และได้รับแจ้งจากประชาชนที่พบเห็นถัง ไปตั้งอยู่หลังบ้าน หน้าร้าน โดยเฉพาะเมื่อเห็นรูปหัวกะโหลกไขว้ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที       

 นายธีรพลกล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการติดตามของเจ้าหน้าที่และรอรับแจ้งจากประชาชนที่พบเพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปเก็บกู้แล้ว เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ได้ให้เจ้าหน้าที่แจ้งความบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยในการติดตามถังที่อาจจะตกไปอยู่ในมือของร้านรับซื้อของเก่า และกลุ่มคนที่คิดไม่ดี เพราะการครอบครองมีความผิดตามกฎหมาย

       "เป็นห่วงกลุ่มคนที่คิดไม่ดี จะนำแก๊สคลอรีนไปใช้ในทางที่ผิด หากมีการเปิดวาล์วถังแก๊สคลอรีน ซึ่งเป็นถังที่มีแรงดันจะอันตรายมาก แม้ว่าบริษัทจะยืนยันว่าถังทั้ง 58 ถัง ที่หายไป เป็นถังที่ใช้แล้ว แต่ในถังทุกถังก็จะมีแก๊สเหลืออยู่ หลักการเดียวกับถังแก๊สหุงต้ม ที่มีแก๊สเหลืออยู่ในถัง" นายธีรพลกล่าว

 ผู้จัดการประปาส่วนภูมิภาค สาขาหาดใหญ่ กล่าวอีกว่า จากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่เพิ่มมาตรการดูแลถังแก๊สคลอรีน ของสำนักงานประปาหาดใหญ่ให้แน่นหนา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นอีกในอนาคต

 นายวิญญู ทองสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ได้รับข้อมูลเรื่องนี้แล้ว และได้สั่งการไปยังนายอำเภอหาดใหญ่และอำเภอใกล้เคียง เพื่อประสานยังไปกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ต่างให้ช่วยกันตรวจสอบว่าพบถังแก๊สคลอรีนในพื้นที่ของตนเองหรือไม่ หากมีให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ประปาหาดใหญ่เพื่อไปเก็บกู้ทันที

        "จากข้อมูลที่ได้รับพบว่า ถังแก๊สคลอรีนดังกล่าวมีอันตราย หากชาวบ้านหรือใครก็ตามไปเปิด หรือผ่าถัง เพื่อนำไปขายเป็นเศษเหล็ก อันตรายถึงชีวิต" ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลากล่าว

พบเทือกเขาหลวงปริแยกกว่า 2 กม.

 วันเดียวกัน ชาวบ้าน ต.ละอาย อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเข้าไปหาของป่า เข้าแจ้งต่อนายสกล จันทรักษ์ นายอำเภอฉวาง ว่า มีพื้นที่ภูเขาปริแยกและยุบตัวเป็นทางยาวกว่า 2 กม. กว้างประมาณ 1-2 เมตร บนภูเขาบ้านสวนอาย เทือกเขาหลวง รอยต่อระหว่าง หมู่ 16 และ หมู่ 9 ต.ละอาย

 นายสกลเปิดเผยว่า สภาพภูเขาได้อุ้มน้ำมาอย่างต่อเนื่องจากฝนตกสะสม อย่างไรก็ตามฝนได้ทิ้งช่วงไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่สถานการณ์ยังคงไม่น่าไว้วางใจโดยเฉพาะเรื่องดินถล่ม จุดที่พบภูเขาปริแยกอยู่ใกล้กับสวนยางของชาวบ้าน ห่างจากชุมชนประมาณ 300 เมตร ขณะนี้ได้แจ้งเตือนผ่านหอกระจายข่าวให้เฝ้าระวัง และแจ้งถึงพื้นที่ปลอดภัยโดยได้กำหนดบริเวณวัดสวนอายไว้เป็นจุดอพยพ

 “ได้สั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อปพร. อาสาสมัครในหมู่บ้าน เตรียมความพร้อมในการอพยพประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยหมู่ 8, 9, 10, 12 และหมู่ 16 ต.ละอาย เตรียมความพร้อมหากเกิดฝนตกหนักจะได้เร่งอพยพไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยที่วัดสวนอาย และมีการจัดเตรียมชุดเฝ้าระวังเดินเท้าขึ้นไปบนภูเขาคอยดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด” นายอำเภอฉวางกล่าว

น้ำป่าทะลักย้ายชาวบ้านออกนอกพท.

  ส่วนความคืบหน้ากรณีน้ำป่าจากเทือกเขาในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง ไหลบ่าทะลักเข้าพื้นที่บ้านวังบัวตูม บ้านเขาหลัก บ้านควนนกหว้า บ้านน้ำตกโตนเรือบิน หมู่ 7 ต.ปากหมาก อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ความแรงของน้ำป่าได้กัดเซาะทำลายถนนเกือบทุกแห่ง การสัญจรไปมาลำบากประกอบกับ 2 ข้างทางเป็นหุบเหวลึกมีดินโคลนลื่นไถลปิดทับเส้นทางและบ้านเรือนประชาชน 

 นายชลอศักดิ์ วาณิชย์เจริญ ปลัดจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยนายมนตรี เพชรขุ้ม นายก อบจ.สุราษฎร์ธานี นำกำลังเจ้าหน้าที่ พร้อมรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ เข้าไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน บางจุดต้องใช้วิธีเดินเท้าลัดสันเขาเข้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อแจกอาหารและน้ำดื่มประทังชีวิต พร้อมทั้งขอให้ชาวบ้านทั้งหมดประมาณ 200 คน ออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย  โดยนำมาพักที่โรงเรียนบ้านคลองไม้แดงเป็นการชั่วคราว ซึ่งหากฝนไม่ตกลงมาอีก คาดว่าอีก 2-3 วัน ชาวบ้านก็น่าจะสามารถกลับเข้าพื้นที่ได้

 ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นที่ดินของเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง เป็นภูเขาสูงลาดชัน จากนั้นมีการลักลอบเข้าไปโค่นไม้ขนาดใหญ่พร้อมจับจองพื้นที่และขายต่อให้แก่ชาวบ้านทำกิน ไม่ต่ำกว่า 5,000 ไร่ โดยที่ชาวบ้านเข้าไปปลูกยางพารา พร้อมสร้างบ้านเรือนถาวรอาศัยอยู่จนเป็นหมู่บ้านและชุมชนขนาดใหญ่ จนกระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

ผวาพนังกั้นน้ำชีแตกหลังพบรอยรั่ว

  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระดับน้ำในลำน้ำชีที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกวัน จนไหลเข้าท่วมนาข้าว ถนน และหมู่บ้านอีกกว่า 200 หลังคาเรือน ระดับน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร จำนวนหลายหมู่บ้านในต.ผักแว่น ต.ม่วงลาด และต.ดงสิงห์ อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด โดยเฉพาะบ้านดินแดง หมู่ 3 ต.ดงสิงห์บ้านนับร้อนหลังคาและวัด 1 แห่งถูกน้ำท่วมสูงชาวบ้านต้องอพยพสัตว์เลี้ยง สิ่งของขึ้นไปอาศัยอยู่บนพนังกั้นน้ำมาเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์แล้ว

 ขณะที่ชาวบ้านดินแดงที่อาศัยอยู่บนพนังกั้นน้ำตรวจพบรอยรั่วของพนังกั้นน้ำ 3 จุด เริ่มหวาดวิตกว่าพนังกั้นน้ำอาจจะพังทลายทำให้น้ำในลำน้ำชีที่มีระดับสูงกว่าด้านนอกจะทะลักเข้าท่วมนาข้าวที่กำลังใกล้เก็บเกี่ยวหลายพันไร่

 นายทรงวุฒิ กิจวรวุฒิ ผอ.โครงการชลประทาน กล่าวว่า การแก้ปัญหาต้องแก้ด้วยการใช้กระสอบทรายอุดรูรั่ว จากนั้นจึงอุดรูโพรงด้วยทรายให้แน่นกันการยุบตัวก่อน จากนั้นจึงจะหาจุดต้นเหตุน้ำซึมทางตอนบนต่อไป เพราะหากพนังขาดจะเกิดปัญหาความเสียหายรุนแรง

ศชอ.เฝ้าระวังสุราษฎร์-นครศรีฯ-ชุมพร 

 นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย (ศชอ.) กล่าวหลังเป็นประธานการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมได้รายงานสถานการณ์อุทกภัยทุกพื้นที่ โดยยังต้องจับตาพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ที่อาจมีปัญหาดินโคลนถล่ม เนื่องจากมีน้ำสะสมเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการช่วยเหลือและฟื้นฟูภายหลังน้ำลดลงแล้ว นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน คชอ. ผู้อำนวยการ ศอช. อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะร่วมประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้ 12 จังหวัด เพื่อรับทราบรายงานจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่ประสบภัยโดยตรง พร้อมทั้งจะกำหนดแนวทางมาตรการช่วยเหลือเยียวยาแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงแผนการฟื้นฟูในภาพรวม และแผนบริหารจัดการน้ำในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอุทกภัยในวันที่ 15 พฤศจิกายน 

 นายอภิรักษ์กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังหารือกรณีเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกรุงไหลบ่าทะลักเข้าทำลายพื้นที่บ้านวังบัวตูม บ้านเขาหลัก บ้านควนนกหว้า บ้านน้ำตกโตนเรือบิน หมู่ 7 ต.ปากหมาก อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ความแรงของน้ำป่าได้กัดเซาะทำลายถนนเกือบทุกแห่ง การสัญจรไปมาลำบากและสองข้างทางเป็นหุบเหวลึก อีกทั้งดินโคลนลื่นไถลถึงตัวบ้านของชาวบ้านหลายหลังคาเรือน ทำให้เจ้าหน้าที่กองช่าง อบจ.สุราษฎร์ธานี ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเปิดเส้นทางพร้อมกับเจ้าหน้าที่ อบต.ปากหมาก ประมาณ 20 คน ไปแจกจ่ายข้าวสารอาหารแห้ง แต่ปรากฏว่าเกิดฝนตกหนักทำให้ดินถล่มปิดทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเดินทางกลับออกมาได้ ต้องค้างคืนตามบ้านพักของชาวบ้าน

 นายอภิรักษ์กล่าวถึงมติที่ประชุมว่า ศชอ.มีเป้าหมายหลักคือลดความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ภาคกลาง โดยได้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เร่งระบายน้ำในพื้นที่น้ำท่วมขัง เช่น ชัยนาท สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี อ่างทอง และปทุมธานี ให้เร็วที่สุด เพื่อสัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่เข้าไปฟื้นฟูในพื้นที่ รวมทั้งได้เร่งรัดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้สำรวจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเพื่อเร่งนำเงินเข้าไปช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท นอกจากนี้ จะประสานความร่วมมือพร้อมกำหนดกิจกรรม “ฟื้นไทยด้วยใจ ไทยทั้งชาติ” ในสัปดาห์หน้า โดยคณะกรรมการจะลงพื้นที่ จ.สระบุรี ในวันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน และจะลงพื้นที่ จ.ลพบุรีในสัปดาห์เดียวกัน

ยอดผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย215ราย

 นายอภิรักษ์กล่าวถึงสถานการณ์ในขณะนี้ว่า พื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 32 จังหวัด และยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยรวม 19 จังหวัด 124 อำเภอ 904 ตำบล 6,427 หมู่บ้าน และประชาชนได้รับผลกระทบ 503,700 ครัวเรือน 1,684,316 คน มีผู้เสียชีวิต 215 ราย โดยในส่วนของพื้นที่ภาคใต้ที่ยังมีสถานการณ์อุทกภัย คือ ตรัง สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และปัตตานี ทั้งนี้ ยังต้องเฝ้าระวังในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และชุมพร

 ส่วนภาคกลาง สถานการณ์ระดับน้ำใน จ.สุพรรณบุรี สระบุรี ชัยนาท อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี มีแนวโน้มลดลง แต่ในจังหวัดดังกล่าวยังมีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน จึงขอให้เร่งดำเนินการระบายน้ำออก สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอนแก่น มหาสารคาม มีแนวโน้มลดลง ขณะที่กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และยโสธร มีแนวโน้มมากขึ้น ขณะที่สุรินทร์ ศรีสะเกษ ระดับน้ำเริ่มทรงตัว