ข่าว

"มาร์ค"รับอุทกภัยกระทบต่อจีดีพีไทย

"มาร์ค"รับอุทกภัยกระทบต่อจีดีพีไทย

13 พ.ย. 2553

นายก"อภิสิทธิ์" ยอมรับปัญหาอุทกภัยส่งผลกระทบจีดีพีไทย พร้อมแสดงความมั่นใจความผันผวนของค่าเงินเกิดจากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เตรียมพิจารณาแก้ปัญหาด้วยการปรับสูตรการสำรองเงินตราด้วยการเพิ่มสัดส่วนเงินสกุลอื่นๆ แทนเงินดอลลาร์สหรัฐ

(13พ.ย.) ก่อนร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 18 ณ เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้พบและหารือข้อราชการกับนายเซบัสเตียน ปิเญร่า เอเซนีก ประธานาธิบดีสาธารณรัฐชิลี ซึ่งผู้นำชิลี ได้ชื่นชมและขอบคุณไทยที่ส่งวิศวกร 2 คน ไปร่วมในปฏิบัติการช่วยเหลือคนงานที่ติดอยู่ใต้เหมืองจนประสบความสำเร็จ ในโอกาสนี้ผู้นำชิลี ยังได้สอบถามถึงความเหมือนและต่างในการรวมตัวของอาเซียน และอียู ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทย ชี้แจงว่าอียูเป็นการรวมตัวในลักษณะของสหภาพ แต่อาเซียนเป็นการรวมตัวในลักษณะของประชาคม ที่เน้นความร่วมมือของชาติสมาชิก

 อย่างไรก็ตามนอกจาก 10 ชาติสมาชิกอาเซียนก็มีความร่วมมือกรอบอื่นๆ ด้วย เช่น เกาหลี จีน และญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามในส่วนของไทยเองก็ต้องการจะขยายความร่วมมือธุรกิจกับชิลี นอกเหนือจากการผลักดันการเปิดเอฟทีเอ เช่น การใช้ช่องทางสภาธุรกิจไทย-ลาติน โดยในโอกาสพบกันครั้งนี้ผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายยังได้หยิบยกเรื่องค่าเงินผันผวนและเปลี่ยนทัศนะ ซึ่งส่วนของไทย นายอภิสิทธิ์ เห็นว่าไม่ได้เกิดจากปัญหาค่าเงินบาท แต่เกิดจากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ดังนั้นแนวทางแก้ไขอาจมีการพิจารณาเรื่องการสำรองเงินตราต่างประเทศโดยเพิ่มเงินสกุลอื่นๆ มาแทนเงินดอลลาร์สหรัฐให้มากขึ้น

 นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงปัญหาอุทกภัย ว่า อาจกระทบต่อจีดีพีของไทย ประมาณร้อยล 0.3 ทำให้อัตราที่คาดว่าจะเติบโตร้อยละ 8 อยู่ที่ร้อยละ 7.7 ซึ่งผู้นำชิลีได้แสดงความชื่นชมว่าตัวเลขดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมภาพรวมของเศรษฐกิจโลกโดยรวม เนื่องจากปีหน้าคาดการณ์ว่าอัตราเศรษฐกิจของโลกอยู่ที่ร้อยละ 4

 นอกจากหารือทวิภาคีกับผู้นำชิลีแล้ว เวลาต่อมานายกรัฐมนตรียังได้หารือทวิภาคีกับนายอลัน การ์เซีย เปเรซ ประธานธิบดีสาธารณรับเปรู ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายแสดงความพอใจว่า 9 เดือนที่ผ่านมาตัวเลขการค้าระหว่างกันเพิ่มมากกว่าร้อยละ 250 แต่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะแสวงหาความร่วมมือเพื่อเพิ่มปริมาณการค้าต่อกันอีก ซึ่งกรอบการค้าระหว่างไทยและชิลี กำลังเข้าสู่การพิจารณาเพื่อขออนุมัติรัฐสภาตามมาตรา 190 ประมาณสัปดาห์หน้า และนอกจากกรอบข้อตกลงที่จะมีในอนาคตแล้วนายกรัฐมนตรี มั่นใจว่าการเปิดเสรีทางการค้าจะเป็นอีกช่องทางที่ทำให้ทั้ง 2 ประเทศร่วมมือกันมากขึ้นด้วย

 ในโอกาสที่ได้พบกับนายอภิสิทธิ์ ผู้นำเปรู ยังได้สนใจและสอบถามถึงกลวิธีที่ไทยใช้ในการประชาสัมพันธ์จนทำให้อาหารไทยเป็นที่ยอมรับในประชาคมโลก ซึ่งนายกรัฐมนตรี ระบุ นอกจากฝ่ายไทยแล้ว การได้รับโอกาสถือว่ามีส่วนสำคัญ เช่น ล่าสุดไทยได้รับโอกาสจากทางการจีนให้นำผลไม้ไทย ไปเผยแพร่ในมหกรรมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ซึ่งมีพิธีเปิดไปเมื่อวานนี้ (12 พ.ย. 53) ด้วย อย่างไรก็ตามสำหรับภาพรวมในเวทีเอเปก นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำจุดยืนอีกครั้งว่าเวทีเอเปกไม่ควรเน้นการเติบโตเพียงเพื่องการค้า แต่ควรเน้นเรื่องความสมดุลในมิติทางสังคมด้วย