ข่าว

สื่อพม่าเชื่อรัฐปล่อย"ซูจี"ลดแรงกดดัน

สื่อพม่าเชื่อรัฐปล่อย"ซูจี"ลดแรงกดดัน

13 พ.ย. 2553

บก.สาละวินโพสต์ ระบุ รัฐบาลทหารพม่าปล่อย"อองซาน ซูจี" หวังลดแรงกดดันประชาคมโลก เชื่อมีเงื่อนไขไม่ปล่อยเคลื่อนไหวอิสระ เผย ชาวพม่ารอวันปล่อยผู้นำประชาธิปไตยสู่พม่า อดีตนักศึกษาพม่า ชี้ เหมือนก้อนไฟปล่อยเมื่อไหร่ลุกทั่วเมืองแน่ ด้าน ชาวพม่าในเกาะสอง โทรศัพท

(13พ.ย.) นางสาววันดี สันติวุฒิเมรี บรรณาธิการนิตยสารสาละวินโพสต์ เปิดเผยว่า เชื่อว่าวันนี้ (13 พ.ย.) ทางการพม่าจะทำการปล่อยตัวนางออง ซานซูจี อย่างแน่นอน หลังครบกำหนดกักบริเวณนางซูจีในบ้านพักเป็นเวลา 18 เดือน กรณีปล่อยให้นายจอห์น  ยาตทาว ชาวอเมริกัน เข้าบ้านพักในกรุงย่างกุ้ง ซึ่งถือเป็นการยื้อการปล่อยตัวมาแล้วครั้งหนึ่ง หากไม่ปล่อยก็จะถูกทั่วโลกกดดันและประนาม

 เนื่องจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมา ไม่ได้รับการยอมรับและเชื่อจากทั่วโลก ดังนั้นการปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี ก็เพื่อให้ประชาคมโลกยอมรับ ถือเป็นเกมส์ทางการเมืองเพื่อลดกระแสความกดดัน แต่หลังจากปล่อยแล้วเชื่อว่าจะต้องมีการควบคุม ไม่ปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างอิสระอย่างแน่นอน และต้องจับตาดูต่อไปว่าระยะเวลาในการปล่อยตัวจะนานแค่ไหน จะมีการอ้างเหตุกักตัวอีกหรือไม่

 "การที่นางอองซาน ซูจี ได้รับการปล่อยตัวจะทำให้ชาวพม่ารู้สึกดีขึ้นอย่างมาก เพราะต่างรอคอยวันนี้มายาวนาน และต่างคาดหวังว่าเธอจะนำประชาธิปไตยกลับมาสู่ประเทศพม่า โดยส่วนตัวคิดว่าการปล่อยตัวนี้ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นแน่นอน อย่างน้อยก็การตรวจสอบผลการเลือกตั้ง" นางสาววันดี กล่าว

 ด้านนายหม่อง หม่อง ยี อดีตนักศึกษาพม่าเอบีเอสดีเอฟ. กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลพม่าจะปล่อยตัวนางอ่องซาน ซูจี อดีตหัวหน้าพรรคเอ็นแอลดี. ว่า นางอ่องซาน ซูจี เหมือนกับก้อนไฟใหญ่ก้อนหนึ่ง ที่ฝ่ายพม่ากำลังลังเลการปล่อยตัวอยู่ เพราะหากปล่อยตัว มีอัตราเสี่ยงสูงมาก และจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลทหารพม่าได้

  แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งโดยไม่ชอบธรรมก็ตาม ฉะนั้น โอกาสที่ปล่อยตัวนางอ่องซาน ซูจี กับ ไม่ปล่อยตัว ในช่วงนี้นั้น โอกาสที่จะไม่ปล่อยตัวมีมากกว่า เพราะจังหวะไม่ดี สำหรับรัฐบาลทหารพม่า แต่รัฐบาลพม่าไม่มีทางเลือกทั้ง 2 ทาง เพราะต้องรับปัญหานี้เต็มๆอยู่แล้ว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับแจ้งจากชาวพม่าที่เข้ามาทำงานอยู่ใน จ.ระนอง ว่า ทางการพม่าได้มีการตัดสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุ เพื่อไม่ให้ประชาชนชาวพม่าสามารถรับรู้หรือติดตามข่าวสารการปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 18.00 น.ของวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา ทำให้เหล่าบรรดาญาติพี่น้องในฝั่งประเทศพม่าได้โทรศัพท์เข้ามาสอบถามกลุ่มญาติและเพื่อนๆที่เข้ามาทำงานอยู่ในประเทศไทย ถึงการรายงานข่าวความคืบหน้าการปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นภายในประเทศ

 นางนอย อายุ 53 ปี ชาวจังหวัดเกาะสอง ซึ่งเข้ามาทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ใน จ.ระนอง กล่าวว่า ขณะนี้ทางการพม่าปิดช่องทางการรับรู้ข่าวสารทั้งหมดเพื่อไม่ให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้สนับสนุนนางอองซาน ซูจี รับทราบความเคลื่อนไหว พร้อมกันนี้ทหารลาดตระเวนและปลดป้ายต่างๆ ที่สื่อข้อความสนับสนุนนางอองซาน ซูจี ทำให้ชาวพม่าส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารโดยการโทรศัพท์เข้ามาสอบถามชาวพม่าที่อยู่ในประเทศไทย

 ด้าน พ.อ.นพดล วัชรจิตบวร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 อ.แม่สอด จ.ตาก ร่วมกับ นายฉลองชัย อร่ามรุ่งโรจน์ ปลัดอ.ท่าสองยาง ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าพื้นที่พักพิงผู้หนีภัยจากการสู้รบบ้านแม่หละ ตำบลแม่หละ อ.ท่าสองยาง ได้เจ้าหน้าที่ทหาร และอาสาอำเภอท่าสองยาง กวดขันเข้มงวดบริเวณพื้นที่พักพิงผู้หนีภัยจากการสู้รบบ้านแม่หละ โดยเจ้าหน้าที่วางมาตรการไม่ให้ผู้ลี้ภัยลักลอบออกนอกพื้นที่ และคนภายนอกเข้าไปในพื้นที่พักพิง

เนื่องจากเกรงว่า จะมีการใช้พื้นที่พักพิงเป็นแหล่งซ่องสุม ที่เป็นภัยต่อประเทศพม่า ในช่วงที่ฝ่ายทหารพม่า กับ รบกับฝ่ายกะเหรี่ยงดีเคบีเอ. เนื่องจากผู้ลี้ภัยภายในพื้นที่พักพิงส่วน มากเป็นชาวกะเหรี่ยง ที่มีเชื้อสายเดียวกัน ทั้งกะเหรี่ยงพุทธ และกะเหรี่ยงคริสต์ จึงวางามาตรการใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้มงวดกวดขันในช่วงนี้ รวมไปถึงการป้องกันผู้ลี้ภัยจากการสู้รบจะหนีเข้ามาอยู่ในพื้นที่พักพิงด้วย โดยมาตรการดังกล่าว ได้ใช้วิธีสกัดกั้นไม่ให้ผู้ลี้ภัยภายในลอบออกนอกพื้นที่พักพิง และการตรวจค้นสิ่งผิดกฏหมายต่างๆรวมทั้งอาวุธสงคราม

อย่างไรก็ดีเหตุการณ์ทั่วไปตามแนวชายแดนยังสงบนิ่ง ทั้งอำเภอพบพระ และอำเภอแม่สอด โดยล่าสุดทหารพม่าได้เข้าไปค้นบ้านพักของญาติๆนายกะเหรี่ยงดีเคบีเอ.ใน จ.เมียวดี ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตากของกลุ่มพันเอกนะเคามวย ผู้บัญชาการกะเหรี่ยงดีเคบีเอ. พบอาวุธเอ็ม . 16 และอาก้า จำนวน 14 กระบอก รวมทั้งกระสุนอาร์พีจี และเอ็ม.79 จำนวนมาก บริเวณบ้านอยู่ติดริมฝั่งแม่นน้ำเมย ซึ่งทหารพม่าได้ยึดอาวุธไปทั้งหมด แต่ไม่พบญาติๆของพันเอกนะเคามวย