
เคาะเกณฑ์คุมสินเชื่อบ้านต่ำ10ล้านธปท.สกัดฟองสบู่-หวั่นรอช้าต้องช็อกตลาด
ธปท.ออกมาตรการคุมสินเชื่อบ้าน-คอนโดราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ป้องกันภาวะฟองสบู่ ชี้หากรอให้เกิดแล้วคอยมาตรการจะยิ่งช็อกตลาด กำหนดให้แบงก์ตั้งสำรองเพิ่ม เกณฑ์คอนโดเริ่ม 1 มกราคมปีหน้า ส่วนเกณฑ์บ้านรอใช้ปี 55
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) มีมติให้ ธปท.ออกมาตรการเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย โดยกำหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทุกประเภทที่มีราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท โดยเกณฑ์ดังกล่าวไม่ได้ห้ามการปล่อยกู้สินเชื่อบ้าน เพียงแต่ถ้าธนาคารให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันสูงก็ต้องสำรองเพิ่มขึ้น
"การออกมาตรการของ กนส. ไม่ได้หมายความว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์เกิดเป็นภาวะฟองสบู่ขึ้นมาแล้ว แต่เป็นมาตรการที่ออกมาเพื่อป้องกันภาวะฟองสบู่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต เพราะถ้ารอให้เกิดเป็นภาวะฟองสบู่แล้วค่อยออกมาตรการจะยิ่งกลายเป็นการช็อกตลาด จนอาจเกิดเป็นสถานการณ์เดียวกับที่เคยเกิดในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2550-2552 ได้" นายเกริกระบุ
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีความแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างที่อยู่อาศัยแนวสูง (คอนโดมิเนียม) และที่อยู่อาศัยแนวราบ ได้แก่ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ และบ้านแฝด โดยในส่วนของคอนโดมิเนียม ธปท. ได้กำหนดว่า หากธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อในอัตราส่วนน้อยกว่าหรือเท่ากับ 90% ของมูลค่าสินทรัพย์ค้ำประกัน ธนาคารพาณิชย์จะต้องคำนวณน้ำหนักความเสี่ยง (Risk Weight หรือ RW) การตั้งสำรองในอัตราส่วน 35% ของเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(บีไอเอส) ขั้นต่ำซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 8.5%
อย่างไรก็ตาม หากธนาคารพาณิชย์พิจารณาแล้วว่าลูกค้าที่มาขอกู้บางรายมีเครดิตที่ดีมาก ธนาคารพาณิชย์ก็สามารถให้วงเงินแอลทีวีที่สูงกว่า 90% ได้ เพียงแต่ธนาคารพาณิชย์จะต้องคำนวณอาร์ดับเบิลยูของลูกค้ารายนั้น เพื่อการตั้งสำรองในอัตราส่วน 75% ของบีไอเอสขั้นต่ำ โดยเกณฑ์ใหม่สำหรับที่อยู่อาศัยแนวสูงนี้ มีผลใช้กับสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป
สำหรับเกณฑ์ที่ใช้กับที่อยู่อาศัยแนวราบนั้น ธปท. กำหนดว่า ธนาคารพาณิชย์ควรให้สัดส่วนแอลทีวีไม่น้อยกว่า 95% ของมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งหากธนาคารให้วงเงินแอลทีวีในระดับที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 95% ก็สามารถคำนวณอาร์ดับเบิลยู การตั้งสำรองในอัตราส่วน 35% ของบีไอเอสขั้นต่ำ แต่หากให้สัดส่วนแอลทีวีแก่ลูกค้าในระดับที่สูงกว่า 95% ของมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน ธนาคารจะต้องคำนวณอาร์ดับเบิลยูการตั้งสำรองในอัตราส่วน 75% ของเกณฑ์บีไอเอสขั้นต่ำ โดยเกณฑ์ใหม่นี้มีผลกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป



