ข่าว

"ครู...ยังไม่กลับได้ไหม"เสียงจาก“เด็กลี้ภัย”กลุ่มสุดท้าย!

"ครู...ยังไม่กลับได้ไหม"เสียงจาก“เด็กลี้ภัย”กลุ่มสุดท้าย!

12 พ.ย. 2553

“ปิดได้แล้ว” สิ้นเสียงคำสั่ง... ชาย 3 คนก็ช่วยกันเลื่อนประตูเหล็กเข้ามาจนไม่เหลือช่องว่างให้ผู้ลี้ภัยคนใดมีสิทธิเข้า-ออกชายแดนด่านเจดีย์สามองค์อีกต่อไป... นาฬิกาบอกเวลา 18.40 น. ทั้งเจ้าหน้าที่อำเภอ ทหาร ตชด. ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ที่ยืนรุมกันอยู่กว่า 100 คน ต

 คนที่นั่งเสพข้อมูลข่าวสารในตัวเมืองคงไม่รับรู้ถึงความตึงเครียดตลอด 3 วันที่ผ่านมาของผู้อาศัยอยู่ชายแดนไทย-พม่า ฝั่ง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เสียงกระสุนนัดแรกดังขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 8 พฤศจิกายน จากนั้นไม่นาน ชาวมอญ พม่า กะเหรี่ยง ฯลฯ กว่า 5 พันคนที่อาศัยอยู่ตามตะเข็บชายแดน ก็พากันหอบลูกจูงหลานวิ่งหนีตายเข้ามาฝั่งไทยอย่างต่อเนื่อง 

 ก่อนที่เสียงกระสุนนัดสุดท้ายสิ้นสุดลง เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 10 พฤศจิกายน  ทหารไทยระดับนายพลพยายามเชื่อมต่อขอเจรจาให้ฝ่ายกะเหรี่ยงและพม่าหยุดยิง กระแสข่าวลือโหมกระหน่ำทั้งวันว่า “สงครามกำลังจะเริ่ม” เพราะฝ่ายทหารพม่ายกกองทัพมาล้างแค้นกะเหรี่ยงที่บังอาจเผาเมืองหลายจุด...

 ต่อเนื่องถึงช่วงบ่าย ทหารไทยตั้งด่านเข้มสกัดไม่ให้คนข้ามมาจากฝั่งพม่า ถนนข้ามชายแดนทุกเส้นทางถูกตรึงกำลังโดยทหารพร้อมอาวุธครบมือ นอกจากนี้ยังมีคำสั่งให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนำเต็นท์ขนาดใหญ่มากาง เพื่อรองรับผู้ลี้ภัยจากจุดต่างๆ ให้มารวมเป็นกลุ่มเดียวที่โรงเรียนซองกาเรีย หรือแคมป์ลี้ภัยชั่วคราว อยู่ห่างจากด่านเจดีย์สามองค์ประมาณ 1 กม.

 บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้น เมื่อเด็กๆ เริ่มแสดงอาการงอแงเพราะอดหลับอดนอน และอาหารที่นำมาแจกไม่พอเพียงสำหรับทุกคน เครือข่าย “หมอไร้พรมแดน” ตั้งโต๊ะตรวจคนไข้เด็กที่วัดเตาถ่าน แม้ไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน แต่หลายฝ่ายประเมินว่าผู้ลี้ภัยครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นหญิงแม่ลูกอ่อน เด็ก และคนเฒ่าคนแก่ เพราะชายหนุ่มถูกทิ้งให้เฝ้าบ้านเรือนและทรัพย์สินมีค่าในฝั่งพม่า 

 จวบจนถึงเวลา 5 โมงเย็น ทหารไทยออกคำสั่งให้ผู้ลี้ภัยทั้งหมดเตรียมตัวกลับ คำสั่งกระจายไปยังกลุ่มต่างๆ อย่างรวดเร็ว เนื่องจากได้รับการยืนยันจากทหารฝั่งพม่าว่าเหตุการณ์สงบแล้ว ทหารพม่าสามารถยึดพื้นที่คืนได้หมดแล้ว ผู้ลี้ภัยกลุ่มแรกเดินเท้ามาถึงด่านเจดีย์สามองค์ประมาณ 5 โมงครึ่ง

 แต่ยังมีกลุ่มผู้ลี้ภัยกลุ่มสุดท้ายที่ยังไม่กล้ากลับคืนสู่มาตุภูมิ ยังคงนั่งเล่นนอนเล่นอยู่ที่ศูนย์พระกิตติคุณตรีเอกภาพ สภาคริสตจักร ริมถนนใหญ่ห่างด่านเจดีย์ฯ เกือบ 1 กม. ส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็กและผู้หญิงท้องแก่ ประมาณ 200 คน ครูอารุนรัตน์ คู่สุขมา หรือ ครูเหมยฟ้า ต้องขออนุญาตทหารให้เด็กๆ กับผู้ปกครองกลุ่มนี้อาศัยอยู่ต่ออีก 1 คืน เพราะส่วนใหญ่บ้านอยู่ห่างจากชายแดนไปหลายกิโลเมตร ต้องใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง หากเดินทางช่วงกลางคืนเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย 

 “อาหารการกินไม่ค่อยมี เราแจกข้าวเปล่ากับพริกแล้วก็ปลากระป๋อง พวกเขามานี่ตั้งแต่คืนแรกที่เกิดเหตุปะทะ มากัน 6 ครอบครัว เพราะมีเด็กเล็กไม่รู้จะไปไหน เราก็รับไว้ แล้วก็มาเพิ่มเรื่อยๆ จนกลายเป็นหลายร้อยคน ประมาณตีห้า วันนี้ (11.พ.ย.) ก็ยังได้ยินเสียงยิงสนั่นในฝั่งพม่า เสียงปืนดังมาถึงศูนย์ฯ พอ 7 โมงเช้า ทหารไทยก็มาประสานให้เด็กๆ เดินทางออกไปนอกเขตไทย พวกเขาก็กลัวกัน ขอครูว่าไม่อยากกลับได้ไหม เราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ทหารบอกว่าไม่เป็นไรหรอก ถ้ามีอะไรรุนแรงค่อยกลับมาใหม่ เราก็หุงข้าวเอาน้ำพริกกะปิ ปลากระป๋อง กับข้าวสารใส่ให้เด็กๆ เป็นสเบียง ไม่รู้ตอนนี้เป็นอย่างไรกันบ้างแล้ว” ครูเหมยฟ้า เล่าด้วยน้ำเสียงกังวลใจ

 เจ้าหน้าที่จากเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนเด็กรายหนึ่ง แสดงความเห็นว่า เด็กกลุ่มนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ประเทศไทยมีระบบการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่แย่มากๆ โชคดีที่มีครูเหมยฟ้าเข้ามาช่วยแบ่งภาระตรงจุดนี้ แต่หลักการที่ถูกต้องนั้น ทุกฝ่ายต้องคำนึงว่าผู้ประสบภัยและผู้ลี้ภัยที่ตกอยู่ในอันตรายนั้น ส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้หญิง รวมถึงคนชรา ...

 “งานนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งองค์กรภาครัฐไทย และองค์กรระหว่างประเทศ ไม่มีการเตรียมสถานที่สำหรับเด็กโดยเฉพาะ ส่วนเรื่องอาหารก็คิดแต่จะแจกมาม่า ปลากระป๋อง ข้าวกล่อง ทำไมไม่คิดว่าต้องเตรียม นมผง นมกล่อง ผ้าอนามัย ฯลฯ หรือสิ่งของจำเป็นสำหรับเด็กและผู้หญิงบ้าง เท่าที่นับดูมีผู้หญิงท้องแก่ไม่ต่ำกว่า 30 ราย แพทย์ควรจัดอาหารเสริมแจกเลย ไม่ใช่มีแต่คิดแบบง่ายๆ ว่าข้าวกล่องดีที่สุดแล้ว เพราะที่จริงพวกเขาอยากได้แค่ข้าวกับพริกแล้วก็กะปิน้ำปลา ไม่ใช่ข้าวกะเพราไก่ ส่วนหมอก็มีไม่เพียงพอ ยูเอ็นเอชซีอาร์ หรือยูนิเซฟ ก็มัวแต่ทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยต้องคิดทำแผนฉุกเฉินสำหรับเด็กและผู้หญิงอย่างจริงจังเสียที เพราะไม่รู้ว่าพวกเขาจะมาขอความช่วยเหลืออีกเมื่อไร” ตัวแทนเครือข่ายสิทธิมนุษยชน แนะนำทิ้งท้าย