
หอค้าชี้น้ำท่วมกดเชื่อมั่นต.ค.วูบรอบ6เดือน
น้ำท่วมฉุดดัชนีเชื่อมั่นเดือนตุลาคมลดลงในรอบ 6 เดือน แถมเงินบาทแข็งค่า-ราคาน้ำมันพุ่ง ม.หอการค้าประเมินความเสียหายอาจสูงถึง 1 แสนล้านบาท จี้รัฐชดเชยภาคเกษตรเพื่อลดความสูญเสียให้เหลือแค่ 5 หมื่นล้านบาท
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนตุลาคม 2553 อยู่ที่ระดับ 80.2 ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคไม่มั่นใจในสถานการณ์น้ำท่วม รวมทั้งเงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออกให้ลดลง ขณะเดียวกันมีปัจจัยใหม่เข้ามาคือราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น และความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ไม่แน่นอนทางการเมือง
"สถานการณ์น้ำท่วมถือว่าบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แต่ผลของดัชนีเชื่อมั่นครั้งนี้เป็นการสำรวจช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ประเมินความเสียหายไว้ที่ 3-5 หมื่นล้านบาท แต่ขณะนี้เราคาดว่าความเสียหายจากน้ำท่วมจะอยู่ที่ 7 หมื่นถึง 1 แสนล้านบาท จึงต้องติดตามผลการสำรวจของเดือนพฤศจิกายนด้วยที่มีเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ และน้ำท่วมขังในภาคกลาง หากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมไม่ได้รับการเยียวยาโดยเร็ว น่าจะมีผลต่อกำลังซื้อในช่วงไตรมาส 4 นี้ และอาจมีผลต่อเนื่องไปถึงปีหน้า" นายธนวรรธน์กล่าว
โดยศูนย์พยากรณ์คาดว่าอัตราการเติบโตไตรมาส 4 ปีนี้น่าจะลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 3-4% เหลือ 2-2.5% แต่ตัวเลขการส่งออกขยายตัวได้มากกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ซึ่งขยายตัวถึง 25% และการท่องเที่ยวฟื้นตัวเร็ว จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 7-7.5% เป็น 7.5-7.8% ส่วนกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความเป็นห่วงเรื่องฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์นั้น ในทางวิชาการยังไม่เห็นภาพนั้น แต่สภาพการเก็งกำไรทั่วโลกทำให้เศรษฐกิจโลกมีความเปราะบางมาก ซึ่งจำเป็นที่ไทยจะต้องตั้งรับกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า รัฐบาลควรเข้าไปชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วมในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยเฉพาะการชดเชยให้แก่ภาคการเกษตร เพราะจะทำให้ความเสียหายลดลง จากที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท ลดเหลือ 5 หมื่นล้านบาท รวมถึงการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกับภาคอุตสาหกรรม แต่ยอมรับว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น จะบั่นทอนการส่งออกของภาคธุรกิจ และกระทบเศรษฐกิจไทยในระยะปานกลาง



