
ชัยมงคลคาถาเยธัมมาฯว่าด้วยอุทกภัย
จะว่าไปแล้วปี เสือ นี้ นอกจากเป็น เสือที่หิวโซ แล้วยังเป็น เสือดุ อีกด้วยครับ จึงนับเป็นคราวเคราะห์ของประเทศไทยอย่างแท้จริง เพราะช่วงต้นปีต้องเผชิญหน้ากับปัญหาความ ขัดแย้งทางการเมือง อย่างหนัก ก่อนจะเผชิญกับ ภัยแล้ง
ตามติดด้วย “น้ำท่วม” ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งวิกฤติการณ์ที่เกี่ยวกับ “น้ำ” นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นครับ เห็นได้จากตัวเลขความเสียหายที่ได้จากการสำรวจข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พบว่ามีจำนวนประชาชนที่ได้รับผลกระทบรวม 1,210,968 ครัวเรือน หรือคิดประชากรเป็น 3,774,789 ราย
ยังไม่นับรวมถึงกับสารพัดปัญหาที่จะตามมาหลังช่วงน้ำลด ที่ถูกคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่ช่วง “ข้าวยาก หมากแพง” กันอีกระลอก แต่นอกเหนือสิ่งอื่นใด เรื่องที่จะต้องหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์เจาะลึกให้เป็นเรื่องเป็นราวกันเสียที คงหนีไม่พ้น การวางแผนรับมือกับวิกฤติที่เกี่ยวกับ “น้ำ” (ทั้งน้ำแล้ง-น้ำท่วม) แบบบูรณาการ ต้องเริ่มทำจริงจังและเป็นระบบ ไม่ใช่ทำแบบวัวหายล้อมคอกเหมือนที่ผ่านมา ที่เลวร้ายคือหน่วยงานที่รับผิดชอบต่างคนต่างทำ จนเม็ดเงินที่ใช้ในการดำเนินงานจำนวนหลายแสนล้านบาทในแต่ละปี ดูเหมือนจะละลายไปกับสายน้ำ
"อุทกภัย” น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนภัยให้รับรู้ถึงการขาดความสมดุลในระบบนิเวศ นอกจากความช่วยเหลือแบบ “ผักชีโรยหน้า” (แต่ก็จำเป็นต้องทำ) โดยการรณรงค์บริจาคเงินสิ่งของช่วยเหลือของสื่อต่างๆ ดำเนินไปชุลมุนพอสมควร มีการแจก “ถุงยังชีพ” ในสถานที่ต่างๆ ก็เป็นข่าวครึกโครมทางสื่อ นักวิเคราะห์ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจ ในเบื้องต้นอย่างน้อย 2-3 หมื่นล้าน (แต่ลึกๆ ผมเชื่อว่าอาจจะบานปลายออกไปถึง 2-3 แสนล้านบาท เพื่อซ่อมสร้างอาคารบ้านเรือนและระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการที่เสียหาย) ถึงแม้ผู้นำรัฐบาลและบรรดาเจ้ากระทรวงต่างๆ สำทับว่าจะต้องวางแผนแก้ปัญหาระยะยาวทั้งระบบ ซึ่งอาจจะหมายถึงนโยบายอันหลากหลายที่คงจะคึกคักครึกครื้นไปอีก 2-3 เดือนข้างหน้า เรื่องจึงค่อยๆ เงียบลงไปพร้อมกับระดับน้ำที่ลดลงอีกครั้งหนึ่งครับ
แม้มีความสับสนพอประมาณกับวิกฤติการณ์ “น้ำท่วม” ครั้งนี้แต่ก็สัมผัสได้ว่า ผลกระทบที่ตามมาอีกหลากหลายมิติของวิกฤติการณ์ในคราวนี้ได้ขยายออกไปมากกว่าครั้งใดๆ ประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคน ป่าไม้ เขื่อน โครงข่ายแม่น้ำลำคลองและถนน ที่พอ “น้ำลดตอก็ผุด” ขึ้นออกมาให้เป็นภาพกว้าง ถึงแม้เป็นเรื่องหากดูผิวเผินว่าเป็นละเรื่อง (ดูเหมือนว่าจะแยกออกจากกัน) ทว่ามีมิติเชื่อมโยงกันเป็นระบบ เช่นเดียวกับ วิกฤติการณ์ “น้ำ” ทั้งแล้งและน้ำท่วม ที่ในปัจจุบันเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นติดๆ กัน
หากพิจารณากันให้ลึกถึงแก่นแล้วจะพบว่าแท้จริงแล้วโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมระบบใหญ่ที่ครอบงำทั้งประเทศต่างหากที่มีปัญหา ในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ, สังคมประเทศไทยที่ผ่านมาในอดีตนั้น นักเศรษฐศาสตร์หลายท่าน เชื่อว่าจุดเปลี่ยนที่สำคัญทั้งในด้านวิสัยทัศน์ (Vision) และกระบวนทัศน์ (Mission) น่าจะเริ่มต้นที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ของชาติฉบับที่ 1 โดยการนำของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นช่วงเริ่มต้นของสงครามเวียดนาม (2507-2518) เป็นผลพวงจากการแผ่ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของสหรัฐ เข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้กระตุ้นให้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เข้ามาแสวงหาโอกาสใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“โครงสร้างของทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคม” ได้รับผลกระทบแบบตรงๆ เต็มๆ จากปรากฏการณ์ “พาราดาร์มชิพ” ครั้งสำคัญนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดการพัฒนาอย่างมากในด้านสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ที่เน้นการเชื่อมโครงข่ายระหว่างเมืองกับหัวเมืองและชนบทที่ห่างไกล การไหลทะลักเข้ามาของการลงทุนจากต่างประเทศ รวมไปถึงการไหลทะลักของประชาชนย้ายถิ่นฐานจากชนบทเข้าสู่เมือง และการเติบโตของธุรกิจทั้งในส่วนกลางและในส่วนภูมิภาค
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



