
ร่วมด้วยช่วยกันปราบคอรัปชั่น
นับเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตนานาชาติ ครั้งที่ 14 ซึ่งมีผู้นำโลก นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวของกลุ่มพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ)จาก 113 ประเทศรวมแล้วกว่า 1,000 คนเข้าประชุม ทั้งๆ ที
ประเด็นหลักของการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตครั้งนี้นอกจากจะเพื่อเรียกร้องให้มีกระบวนการต่อต้านการทุจริต การสร้างความเชื่อมั่นต่อองค์กรต่างๆ แล้ว ยังเพื่อหาหนทางฟื้นความเชื่อมั่นใน 5 ด้าน คือ สันติภาพและความมั่นคงของมนุษย์ ตลาดทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน การจัดการสภาพภูมิอากาศที่ดี การกระตุ้นให้เกิดธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจ และเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ
การประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตนานาชาติ ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 14 นี้สะท้อนว่าประชาคมโลกยังไม่สามารถจัดการแก้ไขปัญหาทุจริตฉ้อฉลที่ถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามโลกได้ อันเนื่องจากการทุจริตฉ้อฉลได้ทวีความซับซ้อนและขยายเครือข่ายเป็นการคอรัปชั่นระหว่างประเทศ สร้างความเสียหายมหาศาลจนไม่อาจประเมินค่าได้ หนำซ้ำ ยังส่งผลกระทบต่อสันติภาพ ความมั่นคงของมนุษย์ สภาพภูมิอากาศ และทรัพยากรธรรมชาติ จึงไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่งที่จะแก้ไขตามลำพังอีกต่อไป
ในส่วนของประเทศไทยนั้น เคยมีความพยายามหาวิธีแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นมาหลายครั้งและด้วยวิธีที่หลากหลายออกไป แต่ผลที่ได้กลับตาลปัตรเหมือนกับยิ่งปราบก็ยิ่งโต หนำซ้ำยังเกิดวาทกรรมใหม่เป็นที่ยอมรับของคนรุ่นใหม่ว่าแม้นักการเมืองจะทุจริตบ้าง แต่ยอมรับได้ตราบใดที่ทำให้เศรษฐกิจดี จากผลการสำรวจความเห็นของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เมื่อวันที่ 2-4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นให้น้อยลงได้
ความเชื่อส่วนบุคคลนี้สวนทางกับความพยายามของภาคประชาสังคม ภาคเอกชนและภาคธุรกิจ-อุตสาหกรรมที่ประกาศจะเข้าร่วมในเครือข่ายต่อต้านการทุจริต เพื่อหยุดยั้งพฤติกรรมการทุจริตคอรัปชั่นอย่างเป็นระบบและร่วมกันสร้างองค์กรให้โปร่งใส ตลอดจนจะปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต เพื่อปราบปรามผู้ที่กระทำการทุจริตข้ามชาติรวมถึงการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน โดยไม่วางเฉยปัดภาระให้พ้นตัว ถือเป็นหน้าที่ของภาครัฐแต่เพียงลำพังเหมือนในอดีต



