
เสนอกลไกควบคุมกันเองสื่อไทยฝ่าทางตันเปิดเสรีภาพ
"รองปธ.ทีดีอาร์ไอ" ชู กลไกการกำกับดูแลและควบคุมกันเองของสื่อมวลชนไทย ฝ่าทางตัน เปิดเสรีภาพสื่อ - รับผิดชอบต่อสังคม "เนชั่น" เสนอ ร่างโรดแมปกำกับดูแลสื่อโทรคมนาคมให้เป็นมาตรฐานเดียว พร้อมเรียกร้องสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ร่วมเป็นสมาชิกสภาการวิทยุโทรทัศน์ เพื่อเ
ที่โรงแรมสยามซิตี้ วันที่ 11 พ.ย. 2553 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ร่วมกับ มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ได้จัดสัมมนา เรื่อง "กลไกการกำกับดูแลและควบคุมกันเองของสื่อมวลชนไทย เปรียบเทียบกับมาตรฐานนานาชาติ" เพื่อให้มีเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องประสบการณ์ที่แตกต่างในประเด็นกลไกการกำกับดูแลและการควบคุมกันเองของสื่อ
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถานบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ "สถานภาพการกำกับดูแลสื่อในประเทศไทย" ปัจจุบัน กรณีหนังสือพิมพ์ มีการกำกับดูแล 2 ประการคือ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ กำหนดให้หนังสือพิมพ์ ต้องจดแจ้งการพิมพ์กับทางราชการในการประกอบการ และการควบคุมจริยธรรมโดยการกำกับดูแลกันเองผ่านสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ส่วนกรณีสื่อวิทยุ-โทรทัศน์ มีการกำกับดูแลคือ 1.พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ กำหนดให้ต้องได้รับใบอนุญาตในการประกอบการ 2.การควบคุมจริยธรรมโดยการกำกับดูแลกันเองผ่านองค์กรวิชาชีพเช่น สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ทั้งนี้ ในการกำกับดูแลที่ผ่านมามีจุดแข็งคือ ไม่มีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกำกับดูแลของรัฐ โดยเฉพาะการแทรกแซงสื่อ หรือกฎระเบียบที่ไม่เหมาะสม ส่วนจุดอ่อน คือ สามารถกำกับดูแลได้เฉพาะสื่อที่สมัครใจเข้าเป็นองค์กรสมาชิก และไม่สามารถลงโทษสมาชิกที่ฝืนข้อบังคับด้านจริยธรรมอย่างมีประสิทธิผล
ดร.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า เราสามารถแก้ไขจุดอ่อนได้ โดยการใช้ “การกำกับดูแลร่วม” (co-regulation) หมายถึง การกำกับดูแลที่เชื่อมโยงการกำกับดูแลด้วยกฎหมายเข้ากับการกำกับดูแลขององค์กรวิชาชีพ ให้เกิดประโยชน์ของผู้บริโภคและประโยชน์สาธารณะ องค์กรวิชาชีพเกิดจากผู้ถูกกำกับดูแลรวมตัวกัน โดยจัดองค์กร วางหลักเกณฑ์และกระบวนการอย่างเป็นระบบ องค์กรวิชาชีพมีส่วนร่วมในการร่างและบังคับใช้ข้อบังคับด้านจริยธรรม ไม่ใช่แค่ให้ข้อคิดเห็นหรือคำแนะนำแก่รัฐเท่านั้น การแบ่งหน้าที่ระหว่างทั้งสองฝ่ายมีความแตกต่างหลากหลายตามจุดมุ่งหมาย และบริบทของแต่ละประเทศ
ดร.สมเกียรติ ยังได้เสนอแนะ กลไกการกำกับดูแลและควบคุมกันเองของสื่อมวลชนไทย คือ 1.การกำกับดูแลร่วมน่าจะช่วยแก้ไขปัญหาที่สำคัญของการกำกับดูแลตนเองในประเทศไทย 2.ความท้าทายอยู่ที่การแบ่งบทบาทหน้าที่ระหว่างรัฐและเอกชนที่เหมาะสม และการหาจุดเชื่อมโยงทางกฎหมาย 3.การสร้างความเชื่อมโยง จะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย 4.พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 5.พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 และ 6.ในระยะยาว อาจมีความจำเป็นต้องรวมหน่วยงานกำกับดูแลตนเองเป็น “สภาวิชาชีพสื่อสารมวลชนไทย”
ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า ส่วนหนังสือพิมพ์นั้น จะต้องมีการเชื่อมโยงสมาชิกภาพของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เข้ากับการจดแจ้งการพิมพ์ และกำหนดให้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีอำนาจลงโทษสมาชิกที่ฝ่าฝืนข้อบังคับ โดยให้ลงข้อความขอโทษ หรือแก้ไข ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งรัฐบังคับให้ปฏิบัติตาม โดยกำหนดโทษปรับทางปกครอง ไปจนถึงการถอนการจดแจ้งการพิมพ์ ทั้งนี้ ตามข้อเสนอแนะของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และผู้ถูกโทษปรับ หรือถอนการจดแจ้งการพิมพ์ สามารถฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้
ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า สำหรับสื่อวิทยุและโทรทัศน์ มี 4 แนวทางคือ 1.ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้มีข้อบังคับขององค์กรวิชาชีพต้องได้รับการรับรองโดย กสทช. โดยผ่านกระบวนการรับฟังความเห็น และกสทช. ไม่ออกใบอนุญาตให้ผู้รับใบอนุญาตที่ไม่เป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพใด หรือออกใบอนุญาตให้ โดย กสทช. กำกับดูแลเนื้อหาผู้รับใบอนุญาตนั้น (รับ พิจารณาเรื่องร้องเรียนและลงโทษ) และ 2.กำหนดให้องค์กรวิชาชีพ มีอำนาจลงโทษสมาชิกที่ฝ่าฝืนข้อบังคับ โดยให้เผยแพร่ข้อความขอโทษ หรือแก้ไข ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด 3.กสทช. บังคับให้ปฏิบัติตาม โดยกำหนดโทษปรับทางปกครอง ไปจนถึงการถอนใบอนุญาต ทั้งนี้ ตามข้อเสนอแนะขององค์กรวิชาชีพ และ 4.ผู้ถูกโทษปรับ หรือถอนใบอนุญาต สามารถฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้
ด้านนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในส่วนตัวมีความเชื่อมั่นในระบบ Self regulation หรือการกำกับตนเอง ซึ่งเนชั่นได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์จริยธรรม เพื่อให้บุคคลในองค์กรร่วมปฏิบัติในแนวทางเดียวกันนี้ โดย 10 ปีที่ผ่านมา สื่อเปลี่ยนแปลงไปมาก พูดได้ว่าไม่สามารถจำแนกเรื่องร้องเรียนว่า เป็นของสื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ หรืออินเตอร์เน็ต โดยสภาการหนังสือพิมพ์ควรปรับตัวให้ทันสื่อประเภทใหม่ และครอบคลุมสื่อออนไลน์ด้วย ทั้งนี้ ข้อเสนอของทีดีอาร์ไอที่น่าสนใจประเด็นหนึ่ง เกี่ยวกับ กสทช. ไม่ออกใบอนุญาตให้ผู้รับใบอนุญาตที่ไม่เป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพใด มีความอ่อนไหวมาก เนื่องจากจะมีคนบางกลุ่มใช้เป็นอำนาจต่อรอง และสร้างค่านิยมผิดๆ ก่อให้เกิดมาเฟียสื่อมวลชนได้ นอกจากนี้ ควรจะมีการร่างโรดแมป ที่ใช้กำกับดูแลสื่อประเภทโทรคมนาคมให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากขณะนี้การควบคุมสื่อโทรคมนาคม อาทิ ฟรีทีวี เคเบิ้ลทีวี วิทยุชุมชน ยังไม่มีการกำกับดูแลแบบรวมศูนย์และยังเป็นลักษณะควบคุมกันเอง โดยเรียกร้องให้สื่อวิทยุ โทรทัศน์มาขึ้นเป็นสมาชิกสภาการวิทยุโทรทัศน์ เพื่อเอื้อต่อการกำกับดูแล หากมีกลไกการกำกับดูแลและควบคุมกันเองของสื่อมวลชนในอนาคต
นายบุญเลิศ คชายุทธเดช บรรณาธิการอาวุโส มติชน กล่าวว่า สภาพแวดล้อมทางสังคม การเมืองยังไม่เอื้อที่จะทำให้เกิ กลไกการกำกับดูแลและควบคุมกันเองของสื่อมวลชน ซึ่งสถานการณ์การเมืองยังล้มลุกคลุกคลาน และมีให้เห็นว่าสื่อยังถูกแทรกแซงโดยรัฐ นอกจากนี้ สื่อกันเองยังเน้นนำเสนอข่าวแข่งขันในเชิงธุรกิจมากกว่ารับผิดชอบต่อสังคม นอกจากนี้ กลุ่มนายทุนก็ยังเมินกับหลักจริยธรรมของสื่อมวลชนที่เข้มงวดด้วย อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้เป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่แบ่งเลือกสีเลือกข้าง ส่งผลกระทบให้สื่อก็มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอีกด้วย ดังนั้น การนำเสนอข่าวปราศจากอคติ และแสดงความเห็นอย่างเที่ยงธรรม เป็นสิ่งที่ท้าท้ายที่องค์กรวิชาชีพแต่สื่อจะมีกลไกการกำกับดูแลและควบคุมกันเอง และหาจุดลงตัวในด้านจริยธรรมได้อย่างไร



