
กกต.ให้ส.ส.ช่วยน้ำท่วมไม่เกิน3พัน
กกต.มีมติให้ ส.ส.ช่วยเหลือเหยื่อน้ำท่วมได้ไม่เกิน 3,000 บาท ไม่ขัดกม. หากเกินต้องนำไปรวมเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้งครั้งหน้า รมช.สาธารณสุขเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมนครศรีธรรมราช สิชลน่าห่วงเกิดอาการเครียดน้ำท่วมเริ่มป่วยเป็นโรคจิต 105 ราย
(11พ.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงว่า ที่ประชุมกกต.ได้มีการพิจารณาหนังสือด่วนที่สุด ของประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนฯ ที่ขอหารือว่ากรณีส.ส.พรรคการเมือง หรือผู้ดำรงรงตำแหน่งทางการเมือง จะบริจาคเงินหรือสิ่งของคิดเป็นมูลค่าเกินกว่า 3 พันบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบอุทกภัยตามโครกการ ”สภาร่วมใจช่วยภัยน้ำท่วม” ของสภาฯ จะเข้าข่ายการกระทำอันเป็นความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ โดยมติ กกต.เสียงข้างมาก เห็นว่าการบริจาคเงินหรือสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ของส.ส.พรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถือเป็นการให้ตามปกติประเพณี ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 50 มาตรา 89 ประกอบประกาศกกต.เรื่องจำนวนหลักเกณฑ์และวิธีการให้เงินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ ตามปกติประเพณีของพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองและส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ.ศ. 2551
นายสุทธิพล กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตามประกาศกกต.ดังกล่าว ในข้อ 5 ได้กำหนดว่าการให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ ตามปกติประเพณีนั้น แต่ละโอกาสสามารถให้ได้มีราคาหรือมูลค่าไม่เกิน 3 พันบาท ฉะนั้น ส.ส.หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะบริจาคเงินหรือทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดได้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยหากไม่เกิน 3 พันบาท นอกจากสามารถทำได้แล้ว ยังไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่หากการบริจาคเกินกว่าจำนวนดังกล่าว ก็ต้องนำมูลค่าส่วนเกินไปแสดงรวมไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ตามที่มาตรา 50 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. และมาตรา 89 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนดไว้
"หากส.ส.พรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีการบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเกินกว่า 3 พันบาท ก็ถือว่าขัดกับมาตรา 89 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็ไม่ได้กำหนดบทลงโทษทางอาญาหรือยุบพรรคเอาไว้ เพียงแต่บัญญัติไว้ว่า ต้องนำส่วนเกินไปรวมไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งครั้งต่อไป“ นายสุทธิพล กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการจัดโครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยหลายครั้งส.ส.สามารถบริจาคเงินช่วยทุกครั้งๆละ 3 พันบาทได้ใช่หรือไม่ เลขาธิการกกต.กล่าวว่า ตรงนี้กกต.ยังไม่ได้มีการวินิจฉัย แต่สำนักกฎหมายและคดีของกกต.ให้ความเห็นไว้ว่า ถ้าเป็นการให้ในแต่ละโอกาสทำได้ ซึ่งคำว่าแต่ละโอกาสไม่ได้หมายถึงแต่ละครั้ง ประกอบกับกกต.เสียงข้างมากก็มองว่า แม้ปัญหาอุทกภัยจะไม่ใช้เรื่องปกติตามประเพณี แต่เห็นว่าเวลาเกิดภัยพิบัติการให้ความช่วยเหลือทั่วไปเป็นเรื่องปกติสามารถทำได้ เพราะเป็นการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ขณะที่กกต.เสียงข้างน้อย 1 เสียง เห็นว่า กรณีนี้มีปัญหาเรื่องของการแปลความโดยคำว่าตากปกติประเพณีของพรรคการเมืองนั้น มีความหมายเฉพาะงานแต่ง งานบวช งานศพ เท่านั้น ไม่น่าจะหมายรวมถึงการประสบภัยพิบัติด้วย ส่วนที่รัฐบาลมีการแจกเงินให้กับผู้ประสบอุทกภัยครัวเรือนละ 5 พันบาทนั้น การให้ของรัฐบาลไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 89 เพราะมาตราดังกล่าวมีความหมายเฉพาะส.ส.พรรคการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น
รมช.สาธารณสุขเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมนครศรีธรรมราช
นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รมช.สาธารณสุข พร้อมคณะผู้บริหารจากกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมและตรวจเยี่ยมสถานีอนามัยที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ อ.สิชล และ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม รพ.สิชลและมอบถุงยังชีพ สิ่งของและยาเวชภัณฑ์ให้กับประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ อ.สิชล โดยมี นพ. อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผอ.รพ.สิชล พร้อมคณะแพทย์และพยาบาลคอยให้การต้อนรับ และจากนั้น นพ.อารักษ์ ได้กล่าวรายงานถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.สิชล ว่า อำเภอสิชล มีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม จำนวน 6 ตำบล 32 หมู่บ้าน คือ ต.ทุ่งใส ต.สิชล ต.เสาเภา ต.สี่ขีด ต.เปลี่ยน และ ต.ฉลอง และมีพื้นที่ภัยพิบัติดินถล่มบริเวณบ้านเขาหลัก ม. 2 และ ม. 6 ต.ทุ่งใส ราษฎรประสบภัยน้ำท่วม 2657 ครัวเรือน 10 , 314 คน มีสถานีอนามัยได้รับความเสียหาย 5 แห่ง โดยทาง รพ.สิชล ได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้การช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบภัยน้ำท่วมและแจกยาสามัญประจำบ้านเพื่อรักษาโรคแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในเบื้องต้น โดยโรคที่พบมากคือโรคน้ำกัดเท้า โรคไข้หวัดและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผอ.รพ.สิชล กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงของชาว อ.สิชลในขณะนี้คือชาว อ.สิชลเริ่มมีอาการเครียด มีอาการป่วยทางโรคสุขภาพจิตจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยมีผู้เข้ารับการรักษา 105 ราย มีผู้ป่วยสุขภาพจิตรุนแรง 1 ราย มีผู้ป่วยระดับเสี่ยงรุนแรงต้องเฝ้าระวังจำนวน 6 ราย ผู้ป่วยระดับกลาง จำนวน 14 ราย ระดับเล็กน้อย 84 ราย ติดตามเยี่ยมบ้าน 7 ครั้ง 30 ราย และให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์จำนวน 34 ครั้ง และติดตามผู้ป่วยจิตเวชรับยาอย่างต่อเนื่องต่อไป
จากนั้นนางพรรณสิริรมช.สธ.ได้กล่าวแสดงความห่วงใยจากรัฐบาล พร้อมรับปากว่าช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ก่อนมอบสิ่งของถุงยังชีพและยาเวชภัณฑ์รักษาโรคให้กับ รพ.สิชลเพื่อนำไปมอบกับราษฎรผู้ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่ อ.สิชลต่อไป
นายนิกร จำนง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัย รวมทั้งประเทศ จำนวน 26 จังหวัด เป็นภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จำนวน 20 จังหวัด เป็นพื้นที่ภาคใต้ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา ตรัง ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง สำหรับความเสียหายทางด้านการเกษตร แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพืช ด้านประมง และด้านปศุสัตว์
สำหรับการช่วยเหลือในส่วนของภาคใต้นั้น คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและวาตภัยเพิ่มเติม ในพื้นที่ภาคใต้ ครอบครัวละ 5,000 บาท และให้ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์สวนยาง ซึ่งกระทรวงเกษตร จะเรียกประชุมหารือโดยด่วน โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรเป็นประธานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัด คือ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตร ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกำกับ ติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านการเกษตร จะสรุปข้อมูลที่ได้จากการหารือเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ส่วนกรณีพื้นที่ปลูกยางพาราผิดกฎหมาย ในพื้นที่ป่า หรือที่นา กระทรวงเกษตร จะหารือร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาสรุปแนวทางการช่วยเหลือและนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
นายนิกร จำนง กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการให้ความช่วยเหลือด้านประมง หลักการเบื้องต้นจะรวบรวมประเด็นข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือตามระเบียบกรมประมงว่าด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือและฟื้นฟูอาชีพประมงที่ประสบภัยธรณีพิบัติใน 6 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2548 แต่อย่างไรก็ตาม จะมีการพิจารณาปรับฐานความช่วยเหลือตามดัชนีอุตสาหกรรมปัจจุบันเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 20% และช่วยเหลือเรือประมงให้ครอบคลุมไม่ว่าจะมีอาชญาบัตรหรือไม่ก็ตาม ส่วนการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ กรณีที่กู้เรือและซ่อมแซมแล้วแต่ยังไม่เพียงพอ กระทรวงเกษตรฯ จะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอใช้แหล่งเงินทุนของรัฐในลักษณะเป็นเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำหรือเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย
นายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่าสำหรับสถานการณ์อุทกภัยอุทกภัยจังหวัดนครศรีธรรมราชวันนี้ จากการออกสำรวจของหน่วยงานต่างๆ มีข้อมูลพื้นที่ได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น เป็น 1,390 หมู่บ้าน มีผู้เสียชีวิต จำนวน 9 ราย ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จำนวน 7 หมื่น 2 พันกว่าครอบครัว รวม 2 แสน 3 หมื่นคน บ้านพังเสียหายเพิ่มเป็น 20 หลัง และเสียหายบางส่วน 3,962 หลัง มีสถานที่ราชการ วัด โรงเรียนอีกหลายแห่ง พื้นที่การเกษตรเสียหาย 2 แสน 4 หมื่น 4 พันกว่าไร่ นอกจากนี้ยังมีถนนเสียหาย 2,105 สาย สะพาน 64 แห่ง และยังมีด้านการปศุสัตว์ ประมงอีกจำนวนมาก มีมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 295 ล้านบาท
เทคนิคปทุมฯตั้งศูนย์ซ่อม-สร้างหลังน้ำลด
นาย วิรัตน์ คันธารัตน์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี พร้อมด้วยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดโครงการขยายบทบาทศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน ร่วมกับ วิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี ได้ตั้งขบวนคาราวานที่บริเวณหน้าวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี เพื่อเดินทางไปประจำยังจุดต่างๆ 4 จุด ได้แก่ วัดสะแก, องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกระแชง,องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกลางและหน้าวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี เพื่อคอยซ่อมเครื่องใช้สิ่งของที่ชำรุดให้กับประชาชนเขต อ.สามโคก และ อ.เมือง จังหวัดปทุมธานี
ทั้งนี้เพื่อเป็นการบริการให้กับประชาชนที่เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือสิ่งของที่เสียหายจากการที่ถูกน้ำท่วม โดยในการซ่อมแซมเครื่องใช้นั้นหากเสียหายไม่มากทางวิทยาลัยก็จะบริการซ่อมให้ฟรี แต่หากอะไหล่ที่เสียมีราคาที่สูง เจ้าของจะต้องออกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และในส่วนของค่าแรงนั้นทางวิทยาลัยจะไม่คิดเงิน สำหรับจุดต่างๆที่ตั้งบริการนั้นจะมีนักศึกษาจำนวน 3 แผนก ได้แก่แผนกช่างยนต์ ,แผนกช่างไฟฟ้า และแผนกช่างอิเลกโทรนิค ซึ่งแต่ละศูนย์จะมีช่างประจำอยู่จำนวนศูนย์ละ 27 คน สำหรับการตั้งศูนย์ฯในครั้งนี้ได้จัดขึ้นเป็นระยะแรก ตั้งแต่วันที่ 10-12 พฤศจิกายน 2553 ส่วนในระยะต่อไปนั้นทางวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานีจะแจ้งให้ทราบต่อไป



