
ขยับค่าจ้างขั้นต่ำ5บาททั่วไทยภูเก็ต10บาท
อนุกรรมการค่าจ้างมีมติขยับค่าจ้างขั้นต่ำ 5บาททั่วประเทศ ปรับจ.ภูเก็ตมากสุด 10บาท กทม.ปริมณฑลปรับ 7 บาท พร้อมชงบอร์ดค่าจ้างกลางชุดใหญ่พิจารณาพรุ่งนี้(12 พ.ย.) ด้านเครือข่ายแรงงานสมานฉันท์ ออกมาทวงสัญญานายกรัฐมนตรี ต้องขึ้นค่าจ้างก้าวกระโดด 250 บาท
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่กระทรวงแรงงาน นายสุนันท์ โพธิ์ทอง รองปลัดกระทรวงแรงงาน ประธานอนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรองค่าจ้างกลาง เปิดเผยหลังประชุม อนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรองค่าจ้างกลาง พิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2554 ว่า การพิจารณาอัตราค่าจ้างตามที่อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอมาระหว่าง 2-11 บาทโดยมี 26 จังหวัดที่เสนอขอปรับค่าจ้างต่ำกว่า 5 บาท อนุกรรมการวิชาการฯ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับเพิ่มอีก 5 บาท ทั้ง 26 จังหวัด อาทิ น่าน ที่ขอปรับขึ้น 4 บาท จากเดิม 152, ศรีษะเกษ 2 บาท จากเดิม 152 ,ประจวบคีรีขันธ์ขอ 3 บาท จากเดิม 164 บาท, เพชรบูรณ์ขอ 2 บาทจากเดิม 158
ส่วนกรุงเทพฯและปริมลทล มีมติเห็นตรงกันให้เพิ่มเป็นอัตราเดียวที่ 213 บาทต่อวัน จากเดิม 206บาทซึ่งขึ้นมา 7 บาท ขณะที่จังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นจังหวัดแห่งการท่องเที่ยว ที่ประชุมมีมติให้ปรับเป็น 214 บาท จากเดิมอยู่ที่ 204 บาท ซึ่งถือว่าได้ปรับเพิ่มเยอะที่สุดขึ้นมา 10 บาท ส่วนจังหวัดอื่นๆที่ประชุมมีมติปรับเพิ่มตามที่อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอ
“โดยหลักการที่จะนำมาเป็นหลักพิจารณาในปีนี้ เราจะพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้ลูกจ้างเสียเปรียบมาตลอดในระยะเวลา 10 ปี โดยที่ได้รับอัตราค่าจ้างต่ำกว่าเงินเฟ้อ เราจะต้องชดเชยในจุดนี้ บวกกับอัตราเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า ซึ่งในจุดนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการว่าอัตราเงินเฟ้อปีหน้าเป็น 4 % และต้องไปดูอัตราเงินเฟ้อของแต่ละจังหวัดว่าเป็นอย่างไร เปรียบเทียบกลุ่มลักษณะจังหวัด
เช่น จังหวัดท่องเที่ยว ต้องดูว่าไปกระทบต่อค่าครองชีพที่เป็นจริงในแต่ละจังหวัดที่เป็นธุรกิจท่องเที่ยวด้วยหรือไม่ จากนั้นเราก็มากำหนดค่าจ้างในแต่ละจังหวัด หลังจากที่ได้ข้อสรุปเป็นรูปธรรมในเชิงตัวเลข ก็จะนำมาประเมินกับค่าจ้างขั้นต่ำ อัตราเงินเฟ้อปีหน้าของแต่ละจังหวัด” นายสุนันท์กล่าว
นายสุนันท์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นอนุกรรมการได้พิจารณามาตรการในการลดต้นทุนการผลิต เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้วย โดยมีข้อเสนอการพัฒนาลูกจ้างของสถานประกอบการที่จะช่วยให้ประสิทธิภาพแรงงานสูงขึ้น โดยที่คณะอนุกรรมการได้เสนอเพิ่มเติมไปว่า รัฐบาลน่าจะอุดหนุนผู้ประกอบการไม่ว่าจะกรณีใดๆ ก็ตาม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาประสิทธิภาพแรงงานได้ เช่น การอบรมแรงงานใหม่ก่อนเข้าทำงานประมาน 10- 15 วัน เป็นต้น
ด้านนายณรงค์ เพชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ ไม่น่าจะมีผลอะไรกับผู้ใช้แรงงาน เพราะเกณฑ์การปรับอ้างอิงจากค่าครองชีพปี 2553 แล้วนำมาใช้ในปี 2554 ซึ่งหมายความว่าคณะกรรมการไม่ได้มองถึงอนาคต นอกจากนี้ยังไม่มีมาตรฐานที่แน่ชัดว่า ตัวเลขที่ปรับขึ้นจังหวัดนั้นอิงตามมาตรฐานใดกันแน่
ขณะที่นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า การปรับค่าจ้างในแต่ละปี เป็นไปในรูปแบบเดิมมาโดยตลอด เนื่องจากไม่ได้นำฐานข้อมูลอาชีพมาพิจารณาร่วม รวมถึงไม่ได้นำตัวเลขอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพของผู้ใช้แรงงานมาพิจารณา ซึ่งการปรับขึ้นดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการพิจารณาค่าจ้างในแต่ละจังหวัด สุดท้ายแล้วลูกจ้างกลับถูกซ้ำเติม เพราะราคาสินค้าก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มีราคาค่าขนส่งสินค้า ส่งผลให้ผู้ใช้แรงงานก็ยังมีคุณภาพชีวิตย้ำอยู่กับที่ ไม่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ตามที่รับบาลต้องการ
อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้แรงงานก็ยังคงต้องการอัตราค่าจ้างที่ 421 เท่ากันทั่วประเทศ แต่หากไม่ได้ตามเสนอก็ควรที่ยึดตามหลักที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอในอัตรา 250 บาท ซึ่งรัฐบาลควรเข้ามาควบคุมค่าจ้างให้เป็นประโยชน์กับผู้ใช้แรงงานมากกว่านี้ หากคนงานได้ค่าจ้างเหมาะสม คุณภาพชีวิตดีขึ้น ผู้ประกอบการย่อมได้ประโยชน์ตามไปด้วย โดยเฉพาะสินค้าที่มีคุณภาพ และได้ลูกจ้างที่รักในองค์กร
ส่วนนายปัณณพงศ์ อิทธิ์อรรถนนท์ เลขาธิการสภานายจ้างผู้ประกอบการค้าไทย กล่าวว่า อัตราค่าแรงในเขตกทม.และปริมณฑล 213 บาทถือว่าเป็นตัวเลขที่อยู่ในกรอบการพิจารณาของคณะกรรมการค่าจ้างกลางซึ่งมีตัวเลขอยู่ที่ 5 , 7 และ 10 บาท การเพิ่มขึ้นมา 7 บาทจากเดิมที่ตัวเลขอยู่ที่ 206 บาทเป็นอัตราไม่สูงไม่ต่ำเกินไปอยู่ในความสามารถของนายจ้างที่สามารถจ่ายได้ ส่วนตัวเลขค่าจ้างของต่างจังหวัดต้องดูรายจังหวัดว่ามีการขยับตัวเลขสูงต่ำและเหตุผลประกอบการพิจารณามากน้อยเพียงใด
“ ในกทม.เราดูแล้วคิดว่าให้ได้ถึง 10 บาท ส่วนอีก 26 จังหวัดที่เพิ่มขึ้นมา 5 บาทก็พอรับได้แต่ต้องขอดูว่ามีจังหวัดไหนบ้าง แต่ขอตั้งข้อสังเกตเล็กน้อยว่าช่วงนี้มีสถานการณ์น้ำท่วม โรงงานหลายๆแห่งยังจมน้ำอยู่การปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะเป็นการเข้าไปซ้ำเติมผู้ประกอบการในระยะสั้นมากน้อยเพียงใด ” นายปัณณพงศ์กล่าว
พร้อมกันนี้ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า ภายหลังจากน้ำลดแล้วเชื่อว่าจะเกิดโครงการก่อสร้างขนานใหญ่ในต่างจังหวัด การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในต่างจังหวัดให้สูงขึ้นอาจทำให้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมไหลออกไปทำงานในบ้านเกิด และส่งผลต่อภาคผลิตทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานช่วงสั้นๆได้เช่นกัน



