
มาร์คเผย12พ.ย.แดงอีก2รายได้ประกันตัว
มาร์ค เรียกผู้ต้องหาเสื้อแดงที่ได้รับการประกันตัวเข้าพบที่สภาฯ ปณิธาน เผยนายกฯ ห่วงไม่มีงานทำ มอบ พีรพันธุ์ ดูแล "ชัยบ่นน้อยใจส.ส.โดดประชุมทำสภาล่มซ้ำซากรอบ 2
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 11 พ.ย.ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เชิญผู้ต้องหาซึ่งเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงที่ร่วมชุมนุมที่แยกราชประสงค์และเพิ่งได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมาจำนวน 2 คนจากทั้งหมดที่ได้รับการประกันตัว 3 คนคือ นายสมหมาย อินทนาคา อายุ 32 ปี และนายบุญยฤทธิ์ โสดาคำ อายุ 24 ปี ผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืนพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เข้าพบที่ห้องรับรอง โดยใช้เวลาในการพูดคุยประมาณ 20 นาที โดยมีนายพีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เข้าร่วมหารือด้วย
นายสมหมาย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบนายกรัฐมนตรีว่า ตนถูกจับที่บริเวณสวนลุมพินีเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยช่วงเวลาดังกล่าวได้เข้าไปหาเพื่อนที่สวนลุมพินีเพื่อชักชวนให้เพื่อนที่มาร่วมชุมนุมเดินทางกลับ แต่เมื่อออกมาจากสวนลุมพินีก็เจอกับด่านทหารที่ตั้งอยู่บริเวณสวนลุมไนซ์พลาซ่าทำให้ถูกควบคุมตัวและส่งไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยช่วงเวลาดังกล่าวนั้นแทบไม่มีการสอบสวน มีเพียงการตั้งข้อหาว่าฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และยื่นฟ้องต่อศาลทันที ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุก 1 ปีและส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมนานประมาณ 6 เดือน จากนั้นตนได้ยื่นอุทธรณ์ทางกระทรวงยุติธรรมจึงได้มาประกันตัว สำหรับการเดินทางมาในวันนี้ไม่ทราบเหมือนกันว่ามาทำไม เพราะมีโทรศัพท์ไปถึงพี่สาวตนเมื่อเวลา 10.00 น.จากเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม โดยแจ้งว่านายกรัฐมนตรีได้เรียกพบ ตนจึงได้เดินทางมา
ด้านนายปณิธาน กล่าวภายหลังการหารือว่า นายกรัฐมนตรีได้เชิญทั้ง 2 คนมาเพื่อสอบถามความเป็นอยู่และสภาพทั่วไปภายในเรือนจำ โดยทราบว่าบางคนมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ขณะที่บางคนหลังถูกปล่อยตัวออกมาก็ไม่มีงานทำ จึงได้มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมดูแลเรื่องอาชีพใหม่ให้ด้วย ทั้งนี้ขณะนี้มีผู้ต้องหาคดีลักษณะเดียวกันอีก 48 คนถูกคุมขังในเรือนจำต่างๆ และรอการประกันตัว แต่ขณะนี้ยังไม่มีญาติหรือผู้ใดติดต่อขอประกันตัว นายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณาในรายละเอียดเพื่อให้ความช่วยเหลือด้วย
ขณะที่นายสมหมาย ให้สัมภาษณ์อีกครั้งภายหลังการเข้าพบนายกรัฐมนตรีว่า นายกรัฐมนตรีได้สอบถามความเป็นอยู่ในเรือนจำ โดยนายกรัฐมนตรียังระบุว่า ได้ตรวจสอบแล้วว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ รวมทั้งยังรับปากว่าจะช่วยเหลือเพื่อนที่ยังถูกคุมขังอยู่ให้ได้รับการประกันตัวออกมาทุกคนด้วย อย่างไรก็ตาม สภาพความเป็นอยู่ภายในเรือนจำนั้น พวกตนได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และไม่น่าเป็นห่วง
อภิสิทธิ์เผย12พ.ย.แดงอีก2รายได้ประกันตัว
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ถึงการเชิญผู้ต้องหาที่เป็นแนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดงที่ได้รับการประกันตัว 2 คน เข้ามาพบที่รัฐสภาว่า กองทุนยุติธรรมได้เข้าไปช่วยในเรื่องการประกันตัวออกมา ตนจึงได้เชิญมาเพื่อพูดคุยสอบถามที่มาที่ไป และย้ำว่าการที่กองทุนเข้าไปเป็นผู้ช่วยในเรื่องของการดำเนินการในการประกันตัว มันก็เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับทางศาล ดังนั้นเมื่อได้รับการประกันตัวมาก็ขอให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของการปรับตัว ไม่เช่นนั้นถ้าเกิดมีอะไรที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขเราก็จะช่วยเหลือคนต่อๆไปได้ยาก
“ตอนนี้ก็กำลังไล่ดูในกรณีอื่นๆ เข้าใจว่าในวันที่ 12 พ.ย.จะมีอีก 2 รายที่ศาลจะพิจารณาและตัดสินว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ ขณะเดียวกันก็กำลังไล่ดูในกรณีอื่นๆอีกตามลำดับ” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า ในส่วนของแกนนำคนเสื้อแดงที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวและยังเป็นข้ออ้างที่นำไปจัดกิจกรรมต่างๆในขณะนี้จะได้รับการพิจารณาด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเคลื่อนไหวที่อยู่ในกรอบของกฎหมายก็สามารถทำได้ ตนก็ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลย อย่างกรณีของการช่วยเหลือในเรื่องของความเป็นธรรมในทางกฎหมายต่างๆ ก็ได้ทำอย่างที่เห็นอยู่ส่วนประเดนที่เป็นข้อเรียกร้องในหลายๆประเด็นที่อยู่ระหว่างการดำเนินการอยู่ เช่นเดียวกันกับการสอบข้อเท็จจริงต่างๆก็อยู่ระหว่างการดำเนินการ
แย้มไม่ต่อพรก.ฉุกเฉินในกทม.หากสถานการณ์ดีขึ้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการหารือกับเลขาธิการองค์การนิรโทษกรรมสากลเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ถึงการยกเลิก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีความคืบหน้าไปแค่ไหน ว่า มีการพูดกันหลายเรื่อง ส่วนเรื่องการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็เป็นประเด็นที่เขาได้สอบถามมาตลอด และเขาก็ทราบว่าเราได้มีการยกเลิกมาโดยลำดับ ตนเรียนไปว่าในส่วนของกทม.และปริมณฑลถ้าเหตุการณ์คลี่คลายไปในทางชัดเจนมากขึ้นเราก็สามารถที่จะยกเลิกได้อยู่แล้ว และตอนนี้ก็มีความตั้งใจว่าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็จะยกเลิกในบางพื้นที่
เมื่อถามว่าในพื้นที่ กทม. หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกได้เมื่อไหร่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “มีครับ มีความเป็นไปได้อยู่ เพราะเหตุการณ์ก็ดูว่าจะดีขึ้นโดยลำดับ” เมื่อถามว่าเป็นไปได้ที่จะยกเลิกก่อนปีใหม่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความจริงอายุของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินน่าจะหมดอายุในเดือน ม.ค. แต่ไม่จำเป็นต้องรอจนครบถ้าเกิดทุกอย่างเรียบร้อยก็จะดำเนินการยกเลิก
เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาในช่วงเดือนกว่าๆก็ค่อนข้างจะดีขึ้น แต่ก็ต้องติดตามดูต่อไป เมื่อถามว่าแต่การข่าวยังต้องมีการจับตาในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ก็จะมีการชุมนุมทั้งในส่วนของ นปช.และกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ต้องดูว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เมื่อถามว่าแต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มักเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงในช่วงปลายปีตลอด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “คงไม่เกิดทุกปีมั้งครับ”
เมื่อถามว่าการพิจารณาจะยกเลิกหรือต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่นั้น จะต้องคลุมไปถึงช่วงการตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีอะไรบ่งบอกว่าจะมีปัญหาอะไรวุ่นวาย แต่ที่เรายังต้องติดตามก็อย่างที่ทราบคือจากเหตุการณ์ระเบิดต่างๆ จึงต้องมีการติดตามความเคลื่อนไหวอยู่
เมื่อถามว่าที่จะพิจารณายกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินได้จะเป็นเฉพาะพื้นที่ปริมณฑล หรือรวมพื้นที่ในกทม.ด้วย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะดูภาพรวมทั้งหมด เพราะความจริงมันเชื่อมโยงกันทั้งหมด
เผยส่งร่างแก้ไขรธน.ให้ประธานส.ส.ปชป.แล้ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เริ่มมีการคัดค้านจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า วันนั้นเท่าที่ทราบก็มีการแจ้งในที่ประชุมพรรคว่าคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติอย่างไร และขณะนี้ตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เพิ่งส่งมาถึงตนในฐานะหัวหน้าพรรค ซึ่งตนได้ส่งเรื่องให้ประธานส.ส.นำไปหารือในพรรคต่อ ซึ่งเรื่องนี้ต้องนำไปหารือกันในที่ประชุมพรรค อย่างไรก็ตามในส่วนของครม.ก็จะพิจารณาในวันที่ 16 พ.ย. และหลังจากนั้นเมื่อบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระฯ พรรคก็จะนำไปพิจารณา
เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องเห็นด้วยโดยยึดตามความเห็นของครม.หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราได้ใช้คณะกรรมการที่ได้ใช้คนกลาง นักวิชาการ เพื่อไปสอบทานประเด็นที่เคยมีคณะกรรมการของสภามาแล้ว แน่นอนแต่ละคนมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ว่าถ้าทุกคนบอกว่าเอาความเห็นของตัวเองแล้วจะปล่อยให้มันมีความขัดแย้งกันต่อไปก็ต้องคิดว่าเราจะทำกันยังไง ตนก็พยายามหาทางออก
“ทั้งนี้ที่คณะกรรมการเสนอมา ก็ใช่ว่าผมจะเห็นด้วยกับทั้งหมด แต่ผมถือว่ารัฐบาลได้ตั้งรัฐบาลที่เป็นกลางเป็นอิสระมาแล้ว และแม้กระทั่งประเด็นที่เขาเสนอให้แก้ไขเราเห็นว่ายังมีความละเอียดอ่อนจนเกินไป อย่างเช่นเรื่องคดียุบพรรคเราก็ตัดออกเพื่อไม่ให้มาเป็นปัญหาพัวพันกับคดี เพราะฉะนั้นก็เลือกเอา 2 ประเด็นที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่สภาน่าจะพิจารณาได้แล้วก็มาตรา 190 และระบบเลือกตั้ง” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่าเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสรุปเองทั้งหมดที่พรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าในชั้นนี้ครม.ก็เดินหน้าต่อ ตนก็จะทำหน้าที่ในการประชุมพรรคในการทำความเข้าใจกับสมาชิกพรรค
เผยจะปรับครม.เร็วๆนี้เฉพาะเก้าอี้รองนายกฯ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ภายหลังจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมันคง ได้รับการรับรองจากกกต.ให้ดำรงตำแหน่งส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 อย่างเป็นทางการว่า ยอมรับว่าจะมีการปรับครม.เร็วๆนี้ ซึ่งตนกำลังดำเนินการอยู่
เมื่อถามว่าปรับกี่ตำแหน่งและต้องรอส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.)และพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะในส่วนของพรรคอื่นยังไม่ทราบว่าเขาจะดำเนินการยังไง และส่วนกระแสข่าวที่พรรคกิจสังคมจะเสนอปรับนายสุวิทย์ คุณกิตติ ออกจากตำแหน่งรมว.ทัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ยังไม่มีพรรคไหนเสนอมาเลยครับ” ส่วนจะปรับได้เมื่อไหร่และจะทันประชุมครม.ในวันอังคารที่ 16 พ.ย.หรือไม่นั้น นายกฯกล่าวย้ำว่า จะปรับเร็วๆนี้ ทั้งนี้ต้องมีขั้นตอนการทูลเกล้าฯ การโปรดเกล้าฯ และต้องถวายสัตย์ปฏิญาณด้วย
เมื่อถามว่าแสดงว่าเบื้องต้นจะปรับแค่ตำแหน่งเดียวใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็จะดูเรื่องของตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เมื่อถามว่าที่ต้องเสนอปรับในส่วนของรองนายกฯก่อนโดยไม่รอมติพรรคร่วมกรณีนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม จากพรรคชาติไทยพัฒนา และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย จากพรรคภูมิใจไทย เพราะงานความมั่นคงไม่มีคนรับผิดชอบใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีรัฐมนตรี 2 คน เรายังไม่ทราบ เพราะพรรคของเขายังไม่มีมติเรื่องส่ง-ไม่ส่งลงส.ส.อย่างไรเลย ก็คงจะมีเวลา
เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคภูมิใจไทยจะใช้มติพรรคคัดค้านการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีของนายบุญจง และนายเกื้อกูล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เห็นเมื่อวานนายสุเทพ ก็ไปคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ ซึ่งนายสุเทพก็บอกว่าได้ทำความเข้าใจกัน เมื่อถามว่าพรรคร่วมจะใช้มติพรรคซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของนายกฯคือไม่ต้องลาออกแล้วไปลงสมัครส.ส. นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำว่า “ถ้าจะลงส.ส.ก็ควรลาออก แต่ถ้ายืนยันมติพรรคไม่ลาออกนั้น ผมก็ยังไม่ทราบเลยว่าใครจะสมัครหรือไม่สมัคร ออกหรือไม่ออก ก็เดี๋ยวจะดูตามความเป็นจริง”
เมื่อถามว่านายสุเทพระบุว่าไม่ต้องเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “อ๋อ ไม่ใช่ ก็คุณสุเทพพูดหลายเรื่องครับ มันมีทั้งเรื่องตั้งแต่ลาออกจากส.ส. อะไรต่างๆ คนละเรื่องกันครับ” แต่ที่ตนได้เรียนไว้ก็คือ ถ้าไปลงสมัครรับเลือกตั้ง ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้อครหาใดๆ ทั้งสิ้นว่ามีการดำรงตำแหน่งแล้วอาจไปใช้ตำแหน่งในการหาเสียงเลือกตั้งก็น่าที่จะดำเนินการเหมือนที่นายสุเทพทำ
เมื่อถามว่าแต่การที่จะส่งภรรยาลงส.ส.แทนก็ไม่ต่างกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็คงจะไม่ไปครอบคลุมละเอียดถึงขนาดว่าส่งใครอย่างไรก็คงไม่ได้ แต่ว่าอย่างน้อยเจ้าตัวถ้าไปลงสมัครก็น่าจะเป็นอย่างที่ตนว่า เมื่อถามว่ามีการพูดว่าก่อนหน้านี้พรรคร่วมก็ไม่เคยไปกดดันกรณีของพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องการจะให้ออกหรือไม่ให้ออกเลย เพราะเขาอยากตัดสินด้วยมติพรรคของเขาเอง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราดูในเชิงของบรรทัดฐานที่เราอยากจะสร้างในทางการเมือง คงไม่เกี่ยวกับพรรค ส่วนหากว่าพรรคร่วมจะไม่ทำตามนั้นก็ยังไม่มีกรณีเกิดขึ้น เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลระหองระแหงหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีอะไรครับ ก็ทำงานกันตามปกติ
“โอ๊ค”ลงขอนแก่นมอบตู้เก็บหนังสือให้โรงเรียน
เมื่อเวลา 11 .00 น.วันที่ 11 พ.ย.53 นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะกรรมการมูลนิธิไทยคม ได้เดินทางมาที่โรงเรียนบ้านท่าศาลาคุรุราษฎรวิทยา อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น เพื่อมอบตู้เก็บหนังสือเรียน ในโครงการ ”อ่านสนุก สุขใจ ได้ปัญญา ภายใต้คอนเซ็ปท์ หนังสือดี พี่ให้น้อง” พร้อมกับเลี้ยงอาหารกลางวันกับเด็กนักเรียนทั้งโรงเรียน
"ชัย”บ่นน้อยใจส.ส.โดดประชุมทำสภาล่มซ้ำซากรอบ 2
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... ซึ่งค้างจากการพิจารณาเมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา ภายหลังเสร็จสิ้นพิจารณากระทู้ถามสด ปรากฏว่า มีสมาชิกอยู่ในห้องค่อนข้างบางตาอย่างมากโดยนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานได้พยามยามขอร้องให้ ส.ส.เข้าร่วมประชุม พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมาสภาถูกตำหนิอย่างมากในเรื่องของความรับผิดชอบ จึงอยากให้ ส.ส.ให้ความร่วมมือซึ่งสภาเรามีส.ส. 400 กว่าคน แต่ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมเพียง 20 คน ก็รู้สึกน้อยใจ เพราะเป็นประธาน แต่ไม่มีใครเข้าร่วมประชุม มีแต่ลม คนไม่มี ขอให้รักห้องประชุมให้มากๆจึงขอเรียนท่านสมาชิกที่เคารพโปรดเข้ามาทำหน้าที่ประชุมให้มากขึ้นก็จะถือเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญมาก
จากนั้นได้เริ่มพิจารณาต่อในมาตรา 8 ที่มีการสงวนคำแปรญัตติไว้ เพียงไม่นานเมื่อไม่มีผู้อภิปราย จึงขอมติโหวตมาตราดังกล่าว นายชัย ได้กดออดเรียกสมาชิกเพื่อขอเช็คองค์ประชุม ปรากฏว่ากดออดนานกว่า 15 นาที แม้กระทั่ง นายชัยจะพยายามกดออดเรียกให้สมาชิกเข้าห้องประชุม ก็ไม่มีจำนวนสมาชิกเข้ามาเพิ่มขึ้น นายชัย ได้กล่าวว่า กดออด 15 นาทีตามที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯไปดูงานต่างประเทศให้กดอดกันนาน 15 นาทก็กดแล้ว ขอให้ทุกคนได้เสียบบัตรรวมทั้ง พรรคเพื่อไทยด้วย แต่หลังจากเสียบบัตรแสดงตนแล้วมีสมาชิกอยู่ในห้องบางตา
เมื่อผลการเช็คองค์ประชุม ปรากฏว่ามีสมาชิกอยู่ในห้องเพียง 205 เสียงซึ่งเสียงไม่ครบองค์ประชุม ทำให้นายชัยกล่าวว่าตอนนี้ก็น้ำท่วมหลายพื้นที่หลายคนคงอยากกลับไปพื้นที่ จึงตัดสินใจสั่งปิดการประชุมทันทีเมื่อเวลา 12.45 น.หลังการพิจารณาร่างดังกล่าวดำเนินต่อไปประมาณ 20 นาที ทั้งนี้ เหตุการณ์การประชุมสภาล่มครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ในสัปดาห์นี้ โดยก่อนหน้านี้มีการเหตุการณ์ประชุมร่วมรัฐสภาล่มแล้วเมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา



