
ทัพเรือปลอบขวัญน้องโบทคลอดในเรือยาง
ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 กองเรือยุทธการ เยี่ยมปลอบขวัญน้องโบท เด็กชายที่คลอดในเรือยางของทหารเรือขณะเข้าไปช่วยเหลือระหว่างน้ำท่วม ครอบครัวอบอุ่นได้สมาชิกใหม่คนที่สาม มูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภา)ยามยากเปิดโครงการฟื้นไทยด้วยใจ ไทยทั้งชาติ ปภ.สรุปยอดน้ำท่วม
เมื่อเวลา 12.00 น.วันนี้ ที่ 11 พ.ย.พลเรือโท วิฑูรย์ คัมภีระพันธุ์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 กองเรือยุทธการ พร้อมคณะเข้าเยี่ยมครอบครัวของ นางสุริยา ฤทธิ์โต อายุ 33 ปี และนาย สอแหละ ฤทธิ์โต อายุ 43 ปี ที่บ้านพักเลขที่ 12 / 123 ซอย 12 สำราญสุข หมู่ 1 ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ได้สมาชิกใหม่ของครอบครัวเป็นลูกชายคนที่ 3 ด.ช.ฟาอีส ฤทธิ์โต หรือน้องโบท อายุ 9 วัน ซึ่งเป็นลูกชายที่ลืมตาออกมาดูโลกระหว่างที่เกิดน้ำท่วมหนัก และทางทัพเรือภาคที่ 2 ได้ส่งเรือท้องแบนเข้าไปช่วยรับตัว นางสุริยา ซึ่งเจ็บท้องคลอดกระทันหันออกมาจากบ้านนำส่งโรงพยาบาลและแพทย์ต้องทำคลอดบน เรือได้อย่างปลอดภัยทั้งแม่และลูก
พลเรือโทวิฑูรย์ ได้มอบนมและสิ่งของสำหรับเด็กอ่อนเพื่อรับขวัญน้องโบท และเป็นกำลังใจให้กับครอบครัว ท่ามกลางความยินดีทั้งเจ้าหน้าที่ที่ไปเยี่ยมญาติและชาวบ้านในละแวกใกล้ เคียงที่ในวันเกิดเหตุต่างลุ้นเอาใจช่วยให้ทั้งแม่และลูกปลอดภัย ทั้งนี้นายทหาร นายหนึ่งที่ไปเยี่ยมและนับถือศาสนาอิสลามเช่นเดียวกับครอบครัวนี้ได้อาซาน ที่หูข้างขวาและอีกอมัตที่หูข้างซ้ายของน้องโบท ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติสำหรับเด็กชายแรกคลอดตามหลักศาสนาอิสลามด้วย
นาวาโทภริศวร์ วงศ์เพ็ญศรี ผบ.กอง รภป. ทัพเรือภาคที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมที่เข้าไปช่วย เล่าว่า ในวันเกิดเหตุซึ่งปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ได้รับมอบหมายภารกิจให้เข้าไปช่วยเหลือ นางสุริยา ซึ่งเจ็บท้องใกล้คลอดในช่วงเช้าของวันที่ 3 พฤศจิกายน โดยนำเรือยางเข้าไปพร้อมเจ้าหน้าที่ทหารอีก 5 นาย ซึ่งต้องนำตัว นางสุริยา ลงมาจากระเบียงชั้นสองของบ้านเนื่องจากชั้นล่างถูกท่วมสูงเกือบสองเมตร โดยมีญาติและเพื่อนบ้านคอยเอาใจช่วย ก่อนที่จะนำตัวล่องเรือฝ่ากระแสน้ำอันเชี่ยวกราดไปส่งโรงพยาบาลศิครินทร์ หาดใหญ่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดแต่ต้องใช้เวลากว่า 1 ชั่วแม้ระยะทางจากบ้านถึงโรงพยาบาลจะไม่เกิน 1 กิโลเมตร แต่ปรากฏว่าทันทีที่เรือถึงหน้าโรงพยาบาล เด็กได้โผล่หัวออกมาจากช่องคลอดทำให้แพทย์และพยาบาลจำเป็นต้องทำคลอดกันบน เรือยางหน้าโรงพยาบาลทันทีและโชคดีที่ทั้งแม่และลูกปลอดภัยทั้งคู่ ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจที่ภาคภูมิใจ
ขณะที่นางสุริยา ฤทธิ์โต กล่าวว่า หลังจากที่เจ็บท้องมาตลอดทั้งคืนและพยายามติดต่อขอความช่วยเหลือแต่หมู่บ้าน ที่อาศัยอยู่มีน้ำท่วมสูงและไหลเชี่ยวเรือเล็กหรือเรือท้องแบนที่พยายามเข้า มาช่วยจมทุกลำแต่สุดท้ายในช่วงเช้าโชคดีที่มีเรือยางของทหารเรือฝ่ากระแสน้ำ เข้ามาช่วยนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทันในเสี้ยววินาที ซึ่งในวันนั้นหากไม่มีเรือเข้ามารับในช่วงวิกฤติเชื่อว่าต้องคลอดลูกที่ บ้านอย่างแน่นอนและไม่รู้ว่าตัวเองและลูกจะอยู่ในสภาพอย่างไร จึงตั้งชื่อเล่นให้ลูกชายคนนี้ซึ่งเป็นลูกคนที่สามว่า ” โบท ” เพื่อสื่อถึงเรือลำดังกล่าวที่เข้ามาช่วยพาไปส่งโรงพยาบาล
มูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภา)ยามยาก”เปิดโครงการ“ฟื้นไทยด้วยใจ ไทยทั้งชาติ”
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการกำกับ ติดตามช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (คชอ.) พร้อมด้วย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผอ.ศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย(ศชอ.) และศาสตราภิชาน นายแพทย์พิชิต สุวรรณประภา รองประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภา) ยากยาก และธนวัฒน์ วรรณสงค์ ผอ.บมจ.อสมท. ร่วมกันแถลงข่าวจัดโครงการ “ฟื้นไทยด้วยใจ ไทยทั้งชาติ”
นายสาทิตย์ กล่าวว่า ปัญหาอุทกภัยครั้งนี้ ถือว่าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีของประเทศไทย โดยมีจังหวัดที่ประสบกับปัญหาน้ำท่วมขณะนี้มากกว่า 51 จังหวัด ซึ่งทางสภาพัฒน์ฯได้ประเมินความเสียหายเบื้องต้นจากน้ำท่วมก่อนที่จะเกิดเหตุน้ำท่วมในภาคใต้ อยู่ที่ประมาณ 6 หมื่นล้านบาทและเมื่อรวมกับภาคใต้แล้ว ตัวเลขความเสียหายจะอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท ทั้งนี้งบประมาณที่จะใช้ในการฟื้นฟูอยู่ที่ ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ดังนั้นภารกิจของคชอ. นอกจากการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยเบื้องต้นแล้ว ก็จะต้องช่วยในเรื่องของการฟื้นฟู และต้องคงหารือกันในเรื่องของการรับมือและป้องกันภัยพิบัติในระยะยาวด้วย ทั้งนี้โครงการฟื้นฟูนี้ จะเริ่มที่จ.นครสวรรค์ ก่อนเป็นจังหวัดแรก โดยจะมีขบวนใหญ่ออกไปจากกทม.ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 พ.ย.นี้ และจะทยอยไปจังหวัดอื่น ๆ ต่อไป
สำหรับการฟื้นฟูนั้น จะมีทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งตั้งแต่วันพรุ่งนี้ที่ขบวนจะไปเริ่มที่จ.นครสวรรค์ นั้นจะมีกิจกรรมเยอะมาก เช่น จะมีนักศึกษามาช่วยซ่อมแซมบ้าน ซ่อมรถจักรยานยนต์ มีเจ้าหน้าที่ไปช่วยซ่อมถนนหนทางให้ นอกจากนี้ทางสาธารณสุขก็จะออกหน่วยแพทย์ไปช่วยดูแล ฯลฯ โดยเริ่มตั้งแต่ 10.00 น.เป็นต้นไปและจะนำต่อเนื่องไปเรื่อย จะมีอีกหลายจังหวัดเช่นสระบุรี ลพบุรี นครราชสีมา ชัยภูมิ ปราจีนบุรี สุพรรณบุรี ฯลฯ ทั้งนี้จากการไปดูในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำก็เชื่อว่าก่อนวันที่ 5 ธ.ค.น้ำในหลายจุดน่าจะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
ประธานคชอ. กล่าวต่อว่า สำหรับในเรื่องของเงินชดเชย ซึ่งถูกมองว่าล่าช้าไปนั้น ยอมรับว่าร้อนใจเหมือนกันในเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องเงินชดเชย 5 พันบาท นั้น ได้กำชับเจ้าหน้าที่ไปแล้วให้เร่งจ่ายเงิน 5 พันให้เร็วที่สุด หากพื้นที่ใดยังมีน้ำท่วมขังอยู่ก็มีแนวคิดที่จะให้ธนาคารออมสินนำรถโมบายไปจอดในจุดนั้น ๆ เพื่อบริการจ่ายเงินให้กับผู้ประสบภัยถึงที่เลย โดยคาดว่าปลายพฤศจิกายนนี้น่าจะจ่ายได้เกือบหมดทั้ง กว่า 6 แสนราย
นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า อยากฝากไปถึงหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงภาคเอกชนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการนี้สามารถแสดงความจำนงมาได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือฯ ที่ตึกสันติไมตรี หรือโทรศัพท์มาที่เจ้าหน้าที่ หรือที่ หมายเลขด่วน 1111 ซึ่งก็จะได้เห็นพลังของคนไทยทุกคน
นายอภิรักษ์ กล่าวเสริมถึงปัญหาที่ยังมีอยู่ในขณะนี้ว่า มีปัญหาเร่งด่วนอยู่หลายพื้นที่ เช่นภาคใต้ ที่หลายจังหวัดน้ำยังไม่ลด และยังมีฝนตกอยู่ ซึ่งในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ขอเสื้อชูชีพมาเพราะน้ำยังเชี่ยวกรากอยู่ นอกจากนี้ยังมีความต้องการในเรื่องของชุดชั้นในสตรี ผ้าอนามัย ซึ่งตรงนี้ได้ฝากทางอสมท.ได้ช่วยประสานงาน นอกจากนี้ภาคใต้ยังมีปัญหาประสบกับวาตภัย ทำให้บ้านเรือนประชาชนเสียหายมากโดยเฉพาะหลังคา จึงมีการประสานช่วยเหลือกัน ส่วนจังหวัดในภาคกลางก็จะมีปัญหาในเรื่องของน้ำท่วมขังนาน และมีกลิ่น จึงได้ประสานกับทางกรมควบคุมมลพิษมาหารือ รวมถึงทางมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภา)ก็มีเครื่องมือในการช่วยฟื้นฟูสภาพน้ำ และยังมีการประสานหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในการเข้าไปช่วยขนย้ายขยะที่ล้นเมือง พร้อมฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อ ลดกลิ่น ซึ่งถือเป็นการให้ความช่วยเหลือในระยะสั้นเบื้องต้น ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเร่งด่วน ส่วนระยะต่อไปหลังจากฟื้นฟู เราได้ประสานกับเครือข่ายองค์กรเอกชน ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งหลายหน่วยงานได้หารือกันว่าน่าจะใช้วิกฤตตรงนี้เป็นโอกาสที่จะวางแผนป้องกันในระยะยาวด้วย โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่แก้มลิงชุมชน การดูแลปัญหาสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำไหล ซึ่งจะมีการประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง
ทางด้านศาสตราภิชาน นายแพทย์พิชิต กล่าวถึงแผนฟื้นฟูของมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภา)ยามยาก ว่า มีทั้งหมด 4 แผนประกอบด้วย 1.แผนการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย ซึ่งได้เริ่มทำแล้วที่อ.สะทิงพระ จ.สงขลา โดยจะดูคนที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้ด้วยตัวเอง เช่นการซ่อมแซมบ้าน และพยายามทำให้เขากลับสู่ภาวะปกติ 2.แผนการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมชุมชน เป็นการฟื้นฟูเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยจะนำเอาสิ่งที่ไร้ค่า กลับมาเป็นสิ่งที่มีค่า ซึ่งจะมีโนฮาวน์เข้าไปช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เช่นน้ำที่เสียก็กลายเป็นปุ๋ยได้ ต้นไม้ที่ล้มจำนวนมากก็สามารถนำมาทำเป็นแก๊สได้ 3. แผนการฟื้นฟูเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการทำให้ชุมชนสามารถผลิตอาหารได้และเลี้ยงคนในชุมชนได้ เช่นจะมีระบบการปลูกผักในน้ำ หรือมีบ่อเลี้ยงปลาสะเทิ้นน้ำ สะเทิ้นบก และ4.แผนการฟื้นฟูอาชีพ ซึ่งจะมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยจะใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการฟื้นฟูอาชีพ
“เราจะมีการจุดประกายเรื่องตลาดนัดธารน้ำใจ เพื่อนพึ่ง(ภา)ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยร่วมกับทุกจังหวัด ผู้ประกอบการรายย่อยนำสินค้ามาขาย เรารับซื้อในวงเงินไม่เกินรายละ 1 พันบาท เรียกว่ามาไม่สูญเปล่าแน่นอน และสินค้าที่นำมาขายก็จะขายในราคาถูก เรียกว่าวันโซน วันไพร้ซ ดังนั้นคนที่นำของมาบริจาคก็เหมือนได้ของชำร่วยกลับไป เป็นสิ่งที่เอื้อซึ่งกันและกัน ส่วนอีกโซนหนึ่งก็จะเป็นลักษณะใครใคร่ค้าก็ค้า ใครใคร่ขายก็ขาย โดยจะไม่มีการเก็บค่าเช่าที่ ซึ่งตลาดนัดธารน้ำใจนี้จะเปิดครั้งแรกในวันที่ 20 พ.ย.นี้ที่จ.ลพบุรี เวลา 09.00-17.00 น.โดยใช้ชื่อว่า ตลาดนัดกล้วย ๆ ซึ่งแต่ละจังหวัดอาจจะจัดเดือนละครั้ง หรือสัปดาห์ละครั้ง แต่จะมีเวลาอยู่ที่จังหวัดละ 6 เดือน” รองประธานมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภา)ยามยาก กล่าว
ส่วนนายธนวัฒน์ วันสม ผอ.บมจ.อสมท. กล่าวว่า อสมท.ได้เข้ามามีบทบาทในการช่วยรับบริจาค โดยมีการรวมพลังกันทุกสื่อของอสมท. และมีการจัดกิจกรรมพิเศษ มีศูนย์อำนวยการในการจัดลำเลียงสิ่งของช่วยผู้ประสบภัยไปทุกพื้นที่ และการจัดโครงการฟื้นไทยด้วยใจ ไทยทั้งชาติครั้งนี้ อสมท.ได้อาสามาเป็นอีกสื่อหนึ่งที่จะช่วยผลักดัน โดยกิจกรรมที่จ.นครสวรรค์ ในวันพรุ่งนี้ทางอสมท.ก็จะมีคณะร่วมบริจาคสิ่งของและจะมีคณะรถออฟโรด หลายสิบคันมาช่วยขนของด้วย รวมถึงจะมีการถ่ายทอดสดและเผยแพร่กิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
มูลนิธิราชประชานุเคราะห์มอบสิ่งของช่วยเหลือภัยน้ำท่วม
ที่หอประชุมอำเภอศิลาลาด จังหวัดศรีสะเกษ นายดิสธร วัชโรทัย ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะ เดินทางไปมอบเครื่องอุโภคบริโภคแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอศิลาลาด จำนวน 1,500 ครอบครัว เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย โดยมีนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับนายประวัติ รัฐิรมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารส่วนท้องถิ่น ให้การต้อนรับ พร้อมกล่าวรายงานสถานการณ์ให้ได้รับทราบ
ทั้งนี้ในปี 2553 จังหวัดศรีสะเกษมีพื้นที่ประสบอุทกภัย จำนวน 18 อำเภอ 107 ตำบล 870 หมู่บ้าน 60,613 ครัวเรือน 267,960 คน สิ่งสาธารณประโยชน์ ถนนเสียหาย 152 สาย ท่อคอนกรีตเสริมเหล็ก 6 แห่งพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบเกิดความเสียหาย 201,558 ไร่ ซึ่งทางจังหวัดศรีสะเกษ ได้เร่งเข้าให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยไปบ้างแล้ว สถานการณ์น้ำในลำน้ำมูลที่ไหลผ่านพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ที่ฝายราษีไศลเมื่อเวลา 06.00 น.วันที่ 11 พฤศจิกายน 2553 ระดับน้ำอยู่ที่ 120.09 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ระดับน้ำทรงตัวเท่ากับวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553
“สุขุมพันธุ์”เปิดตัว4อุโมงค์ระบายน้ำแก้น้ำท่วม
ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 11 พ.ย. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แถลงข่าว “โครงการกรุงเทพฯก้าวหน้า” ผลักดันโครงการอุโมงค์ระบายน้ำ รวมทั้งสิ้น 4 อุโมงค์ ให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ มูลค่า 16,000 ล้านบาท
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า เนื่องจากปัญหาพื้นที่กทม. อยู่ปลายน้ำมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ทำให้น้ำที่มาจากกภาคเหนือไหลผ่านกรุงเทพฯ ลงอ่าวไทย ประกอบกับมีน้ำท่วมขังในพื้นที่กทม. จะต้องระบายสู่เจ้าพระยาโดยตรง ซึ่งที่ผ่านมาน้ำในพื้นที่กทม.ไม่สามารถระบายได้เท่าที่ควร ก่อให้เกิดน้ำท่วมขังหลายจุด ดังนั้นกทม. มีแผนที่จะเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำด้วยการก่อสร้าง 4 อุโมงค์ระบายน้ำขนาดยักษ์ ที่มีประสิทธิภาพในการระบายน้ำเพิ่มขึ้น โดยจากเดิมที่กทม.มีอุโมงค์ระบายน้ำที่มีกำลังการระบายน้ำได้เพียง 90 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) /วินาที เป็น 240 ลบ.ม./วินาที ใช้เวลาในการก่อสร้าง 5 ปี งบประมาณ 16,000 ล้านบาท ซึ่งช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กทม. ก็ใช้งบประมาณเท่ากัน แต่เป็นการแก้ปัญหาชั่วคราว ซึ่งตนมั่นใจว่าหากอุโมงค์ทั้ง 4 เปิดเต็มรูปแบบ จะทำให้พื้นที่ที่มีปัญหาน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาคลี่คลายระบายน้ำได้ดีกว่าเมื่อ 25 ปีที่ผ่านมา เช่น ถ.ศรีนครินทร์ รัชดาภิเษก รามคำแหง 2 เป็นต้น ขณะที่ตามหมู่บ้านเอกชน ที่เป็นพื้นที่ของเอกชนอาจจะประสบปัญหาอยู่ อย่างไรก็ตามการลงทุนจะใช้งบอุดหนุนจากรัฐบาล และไม่มีการเวนคืนที่ดินในโครงการทั้ง 4 แห่ง เพราะรูปแบบการก่อสร้างเป็นอุโมงค์ใต้ดิน
“อุโมงค์ระบายน้ำขนาดยักษ์นี้เปรียบเสมือนทางด่วนใต้ดินที่จะบังคับน้ำเหนือและน้ำฝนระบายออกลงสู่เจ้าพระยาและอ่าวไทยได้อย่างรวดเร็ว เท่ากับระบายน้ำออกจากสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐาน 4 สระภายในเวลาเพียง 1 วินาที” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับอุโมงค์พระราม 9 – รามคำแหง หรือ อุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ – ลาดพร้าวเดิม ที่เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2544 นั้น งบประมาณ 2,094 ล้านบาท จะเปิดใช้งานได้ในเดือน ม.ค. 2554 นี้ สามารถระบายน้ำได้ 60 ลบ.ม./วินาที เส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตรความยาว 5 กม. จุดเริ่มต้นที่คลองลาดพร้าวเชื่อมคลองแสนแสบ และไหลลงสู่เจ้าพระยา
2. อุโมงค์รัชดาภิเษก - สุทธิสาร ขณะนี้ผ่านความเห็นชอบให้ประกวดราคาจากกระทรวงมหาดไทย งบประมาณ 2,500 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดประกวดราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ( E-auction) ในเดือน ธ.ค.นี้ และเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2554 ช่วยระบายน้ำในพื้นที่เขตห้วยขวาง ดินแดง จตุจักร พญาไท ดุสิตและบางซื่อ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร ยาว 6 กม. จุดเริ่มต้นจากถ.รัชดาภิเษก ตัด ถ.สุทธิสาร สิ้นสุดที่แม่น้ำเจ้าพระยา
3. อุโมงค์ดอนเมือง เป็นอุโมงค์ระบายน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เมตร ยาว 13.5 กม. ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 100 ตารางเมตร ช่วยระบายน้ำในย่าน จตุจักร หลักสี่ บางเขน ดอนเมือง และบางส่วนของเขตสายไหม ประสิทธิภาพในการระบายน้ำเท่ากับ 15 เท่า เมื่อเทียบกับอุโมงค์ระบายน้ำอันดับแรกของกทม.ในย่านสุขุมวิทของกทม. ที่สร้างขึ้นเมื่อ 25 ปีก่อน
และ 4. อุโมงค์สวนหลวง ร. 9 หรืออุโมงค์บึงหนองบอน – เจ้าพระยา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขอความเห็นชอบ จากกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากมีการปรับเนื้องานจากเดิมที่จะเป็นโครงารบึงหนองบอน - คลองประเวศบุรีรมย์ ระยะทาง 3 กม. งบ 995 ล้านบาท อย่างไรก็ตามล่าสุด กทม.ได้ขยายแนวอุโมงค์ให้ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาไปทางบางนา รวมระยะทางยาว 9.5 กม. งบประมาณ 4,900 ล้านบาท ประสิทธิภาพในการระบายน้ำ 60 ลบ.ม.ต่อ/วินาที ครอบคลุมพื้นที่ ประเวศ พระโขนง บางนา และสวนหลวง โดยสถานีของอุโมงค์ระบายน้ำจะต้องอยู่ภายในโรงบำบัดน้ำเสียคลองเตย ในพื้นที่บริษัท ไม้อัดไทย เขตบางนา ทั้งนี้โครงการที่ 2-4 จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 5 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ – ลาดพร้าว เริ่มขึ้นในสมัยนายสมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่าฯ กทม. แต่เกิดข้อร้องเรียนการทุจริตเกิดขึ้น เมื่อเดือน ก.ค.ปี 2551 โดย สำนักงานอัยการญี่ปุ่นระบุว่า บริษัท นิชิมัตสึ คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลในโครงการดังกล่าว ได้ทำการติดสินบนเจ้าหน้าที่ไทยเป็นเงินจำนวน 200 ล้านเยน
ปภ.สรุปยอดน้ำท่วม30จังหวัดเสียชีวิต203ราย
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) รายงานว่ายังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคกลาง รวม 18 จังหวัด 87 อำเภอ 670 ตำบล 4,919 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 474,497 ครัวเรือน 1,421,140 คนพื้นที่การเกษตรเสียหาย 6,316,156 ไร่ ผู้เสียชีวิต 144 ราย แบ่งเป็น ภาคเหนือ 1 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 จังหวัด ภาคกลาง 9 จังหวัด ส่วนภาคใต้เกิดสถานการณ์อุทกภัย ใน 12 จังหวัด 130 อำเภอ 819 ตำบล 5,643 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน570,317 ครัวเรือน 1,833,277 คน ผู้เสียชีวิต 59 ราย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทั่วประเทศมีพื้นที่ประสบอุทกภัย รวม 30 จังหวัด 217 อำเภอ 1,489 ตำบล 10,562 หมู่บ้าน 1,044,817 ครัวเรือน 3,254,417 คน ผู้เสียชีวิต 203 ราย



