
เผาศพ9ขวบเหยื่อกระสุนพม่าปะทะกะเหรี่ยง
ทหารพม่ารับผู้อพยพกลับ เผาศพดญ.9ขวบ เหยื่อกระสุน ค.81 พระพม่าพร้อมควาญพาช้างหนีภัยสงครามเข้าประเทศไทยทางด้านด่านพระเจดีย์สามองค์ ระนองพม่าทะลักขายทองซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค
ความคืบหน้ากรณีชนกลุ่มน้อยปะทะทหารพม่าที่เมืองพญาตองซู ตรงข้ามด่านเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี เมื่อเวลา 16.30 น. ของวันที่ 10 พ.ย. 53 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่ศูนย์บัญชาการชั่วความที่โรงเรียนซองกาเลีย พล.ต.ตะวัน เรืองศรี ผบ.พล.ร.9 ในฐานะ ผบ.กกล.สุรสีห์ พร้อมด้วย พ.อ.เกษม เบญจนิรัติศัย ผบ.ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ , พ.อ.พนม ฉาญาวัฒน์ รอง ผบ.ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ และนายชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธะ รอง ผวจ.กาญจนบุรี นายจำรัส กังน้อย นายอำเภอสังขละบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปักหลักหารืออย่างเกาะติดสถานการณ์ มีการติดตั้งดาวเทียมเพื่อสื่อสารกับส่วนกลางทางกองพลทหารราบที่9ได้นำรถ สื่อสารดาวเทียมมาติดตั้งไว้ในกองบัญชาการอีกด้วย
ส่วนกำลังชุดปฏิบัติการร่วมมีการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ ทั้งทหาร ตำรวจ อส.รวมกว่า 500 นายประจำจุดตลอดแนวชายแดนและอีกส่วนหนึ่งก็ร่วมกันออก ตระเวนตามสันทางต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย ส่วนทางด้านสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี ยังได้เตรียมยารักษาโรคมาเพิ่มเติม และมีการเตรียมรถพยาบาลฉุกเฉินเอาไว้เผื่อมีการประทะกันอย่างรุนแรงจนทำให้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บที่คาดไม่ถึง
ด้าน นายจำรัส กังน้อย นายอำเภอสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่ด่านเจดีย์สามองค์ ว่า “ หลังจากช่วงสายวันนี้ผู้หลบหนีภัยสงครามที่มาพักพิงชั่วคราวที่โรงเรียนซอง กาเลีย สาขาบ้านพระเจดีย์สามองค์และที่วัดถ้ำแก้วสวรรค์บันดาลได้ออกจากที่พักพิง เพื่อแยกย้ายกลับภูมิลำเนา โดยบางคนไม่มั่นใจความปลอดภัยก็จะพักอยู่กับบ้านญาติที่อยู่ในประเทศไทย แต่บางคนเป็นห่วงบ้านก็จะกลับไป
ส่วนสถานการณ์การข่าว ตลอดทั้งวันได้มีข่าวลือว่าทางทหารพม่าจะใช้กำลังเข้าโจมตีเพื่อกวาดล้าง กะเหรี่ยง ดีเคบีเอ ภายในเวลา 10.00 น. ข่าวดังกล่าวทำให้ผู้อพยพชาวพม่าที่เดินทางกลับบ้านเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่าน มาเกิดความกังวลใจว่าจะได้รับอันตรายจากการโจมตีดังกล่าว จึงทำให้ประชาชนชาวพม่าที่รู้ข่าวพากันจูงมือลูกหลานออกจากบ้านแล้วข้ามมา ฝั่งไทยอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้เดินทางมาที่ โรงเรียนซองกาเรีย ที่ใช้เป็นที่พักพิงเหมือนเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่จะใช้วิธีการจูงมือลูกหลานลัดเลาะตามตะเข็บบ้านด่านพระเจดีย์สามองค์แทน จากนั้นก็จะแอบซ่อนตามป่าละเมาะริมทาง หรือบนชายเขาในส่วนที่อยู่ทางฝั่งของประเทศไทย หรืออยู่ตามวัดวาอารามต่างๆ บางคนต้องนำวันที่มีอยู่อพยพหนีมาด้วย และบางรายถึงกับต้องขี่ช้างที่เลี้ยงไว้เพื่ออพยพอีกด้วย ซึ่งชาวพม่าที่อพยพเข้ามาในครั้งนี้ทุกคนเชื่อว่าถ้าหากหลบอยู่ที่ประเทศไทย จะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในชีวิตและทรัพย์สิน
ต่อมา เวลา 13.30 น. วันที่ 10 พ.ย. 53 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบริเวณด่านพระเจดีย์องค์ ต.หนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พบว่าบรรยากาศโดยทั่วเงียบเหงาร้านค้าต่างๆปิดกิจการมีเพียงรถเจ้าหน้าที่ และผู้หนีภัยสงครามเท่านั้น ส่วนที่วัดบ้านพระเจดีย์ ได้มีการเผาศพเด็กหญิงมิซิตี้ ไม่มีนามสกุล อายุ 9 ปี ที่เสียชีวิตจากการปะทะกันระหว่างทหารพม่ากับกองกำลังกะเหรี่ยง ดีเคบีเอ ในขณะที่กำลังวิ่งเล่นอยู่กับเพื่อนที่บริเวณวัดเสาร้อยต้นในเมืองพญาตอง ซูประเทศพม่า
หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังสำนักสงฆ์ธุดงคสถานถ้ำเอกราชมุณี หมู่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณ 6 , 000 ไร่ พบ พระอังกุระ เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ตองไว หรือชื่อภาษาไทยว่า วัดป่าภูผากำแพง ตั้งอยู่เขตชานเมืองพญาตองซู พร้อมกับพระสงฆ์จากวัดอื่นจำนวน 70 รูป ซึ่งได้เดินทางหนีภัยสงครามจากประเทศพม่ามาอาศัยอยู่กับสำนักสงฆ์ดังกล่าว
ส่วนในบริเวณพื้นที่ 6,000 ไร่ ผู้สื่อข่าวได้พบกับคราญช้างพร้อมด้วยช้างจำนวน 4 เชือก ได้เดินทางหนีภัยสงครามจากเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างทหารพม่ากับกองกำลัง กะเหรี่ยง ดีเคบีเอ เข้ามายังประเทศไทยและจากการสอบถามควาญช้างทราบว่า พวกตนได้ทำงานอยู่ในพื้นที่ของประเทศพม่า แต่ที่เดินทางเข้ามาในครั้งนี้เนื่องจากไม่กล้าที่จะอยู่ในประเทศพม่า เพราะที่ประเทศพม่าในตอนนี้ได้เกิดการปะทะกันอยู่พวกตนกลัวตายจึงได้เดิน ทางเข้า มาหนีภัยสงครามยังประเทศไทย
ล่าสุด เวลา 18.00 น. จากการที่พล.ต.ตะวัน เรืองศรี ผบ.กกล.สุรสีห์ สั่งการให้ พ.ท.สรรค์ ทวีศรี หน.ชุดประสานงานชายแดนไทย-พม่า เจรจากับพันโทเมี๊ยตทุกเอ ผบ.พัน 283 ของทหารพม่า ผลการเจรจาประสบความสำเร็จและทหารพม่ายอมที่จะรับผู้อพยพหนีภัยสงครามทั้ง หมดกลับประเทศพม่า โดยเริ่มมีการเปิดประตูด่านเจดีย์สามองค์ให้ผู้อพยพจำนวนกว่า 1,500 คน ทยอยกลับประเทศพม่า
ระนองพม่าทะลักขายทองซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค
บรรยากาศการซื้อขายทองคำในร้านจำหน่ายทองคำในเขต พื้นที่จังหวัดระนองมีความคึกคักเป็นอย่างมาก จากการสอบถามทราบว่าได้มีชาวพม่าจากจังหวัดทางตอนใต้ของประเทศพม่าอาทิเมาะ ลำใย,มะริด,ทวาย,เกาะสอง ได้ข้ามฟากนำทองคำที่สะสมเข้ามาขายยังฝั่งไทย เพื่อที่จะนำเงินที่ได้ไปซื้อสินค้าจำเป็นจากฝั่งไทยกลับไปยังประเทศพม่า ส่งผลให้บรรยากาศการซื้อขายทองคำในจังหวัดระนองมีความคึกคักมากในช่วงนี้
นางเม ดา อายุ 43 ปี ซึ่งเดินทางมาจาก จ.มะริดกล่าวว่าขณะนี้เงินจ๊าดแข็งค่าขึ้นมาก ทำให้สินค้าที่จำหน่ายในพม่ามีราคาแพงขึ้น ประกอบกับทราบว่าราคาทองคำมีราคา สูงขึ้นจึงทำให้ชาวพม่าที่มีทองคำสะสมอยู่เป็นจำนวนมากได้ทยอยนำทองคำออกมา ขายเพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น
นางสาวดา อายุ 25 ปี ชาวจังหวัดเกาะสองกล่าวว่าตนได้นำสร้อยคอทองคำขนาด 1 สลึงมาจำหน่ายฝั่งไทย ได้เงินประมาณ 5,000 บาท นำไปซื้อสินค้าประเภทน้ำมันพืช,ผงชูรส,ข้าวสาร กลับไปยังฝั่งพม่า ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจในพม่าอยู่ในสภาวะที่ไม่สู้ดีทำให้ประชาชนหันมาขายทองคำ ที่สะสมมากขึ้นเพื่อนำเงินไปซื้อสินค้าที่จำเป็น



