ข่าว

นาทีระทึก...เหยื่อพม่าเผยระเบิดถล่มเจดีย์ล่าง

นาทีระทึก...เหยื่อพม่าเผยระเบิดถล่มเจดีย์ล่าง

11 พ.ย. 2553

“หนูกับแม่เพิ่งกินข้าวเที่ยงเสร็จ กำลังเก็บจาน อยู่ๆ ก็มีเสียงระเบิด มันลงมากลางบ้านเลย แม่บาดเจ็บเลือดออกเยอะ ส่วนหนูโดนที่มือกับเอวด้านซ้าย ตอนนี้ไม่รู้ว่าแม่เป็นอย่างไร” เอเตียง สาวน้อยวัย 21 ปี เหยื่อระเบิดเล่าถึงนาทีวิกฤติขณะที่นอนทำแผลอยู่ในโรงพยา

 พยาบาลที่ดูแลปลอบใจว่า แม่ปลอดภัยแล้วกำลังพักผ่อนหลังรับการผ่าตัดเนื่องจากสะเก็ดระเบิดฝังลึกเข้าไปในสะโพก จึงต้องส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดกาญจนบุรี ที่มีเครื่องมือแพทย์พร้อมกว่า เอเตียง จึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้น พร้อมเล่าให้ฟังว่า เธอเป็นคนมอญทำงานอยู่ในโรงงานรองเท้าแห่งหนึ่งที่ชายแดนเจดีย์สามองค์ฝั่งไทย แต่บ้านที่อาศัยอยู่ฝั่งพม่า

 เอเตียง ยอมรับว่า ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน หลังเลือกตั้งเสร็จบรรยากาศไม่ค่อยดี เธอไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วย ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แม้จะรู้ว่ามีการยิงกันตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน ทางครอบครัวก็ไม่คิดจะหนีมาฝั่งไทย เพราะใต้บ้านมีอุโมงค์ ปกติเวลาได้ยินเสียงยิงกันจะพาน้องๆ กับแม่เข้าไปหลบในอุโมงค์ใต้บ้าน แต่ครั้งนี้หนีไม่ทันเพราะระเบิดลงกลางบ้านพอดี ไม่รู้ว่าฝั่งไหนยิงมา ญาติๆ ก็เลยพามาส่งรักษาที่ฝั่งไทย

 ผู้ลี้ภัยกว่า 5,000 คนที่หลบหนีเข้ามาฝั่งไทยตามชายแดนเจดีย์สามองค์ ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หากแต่ได้ข่าวลือว่าพม่ากับกะเหรี่ยงสู้รบกัน และจะเผาเมืองทิ้ง มีเพียงไม่กี่คนที่เห็นเหตุการณ์เผาเมืองกับตาตัวเอง

 “เว” เจ้าของปั๊มน้ำมันหลอดหน้าตลาดเจดีย์ล่าง อ.พญาตองซู ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยกว่า 8 กิโลเมตร เล่าสิ่งที่เห็นกับตาให้ฟังว่า ในวันเลือกตั้ง 7 พฤศจิกายนนั้น ทุกอย่างดูแปลกๆ เพราะเริ่มมีข่าวลือว่า ทั้ง พม่า กะเหรี่ยงและมอญ ต่างไม่พอใจที่หลายคนไม่มีสิทธิไปเลือกตั้ง มีการจับกลุ่มพูดคุยกัน แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไร จนกระทั่งเที่ยงวันที่  8 พฤศจิกายน ขณะที่กำลังแต่งตัวเพื่อจะไปงานศพญาติ ก็ได้ยินเสียเอะอะโวยวาย ก็เลยเปิดประตูบ้านออกไปดู เห็นเปลวไฟท่วมตลาด มีควันเต็มไปหมด

  “น้องสาวโทรมาบอกให้รีบหนีมาฝั่งไทยเร็วๆ เพราะปั๊มน้ำมันที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถูกเผาแล้ว กรมป่าไม้ก็ถูกเผา ร้านค้าในตลาดกับบ้าน 2 หลังก็โดนเผา ส่วนใหญ่อยู่ใกล้จุดลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ก็เลยรีบพาลูกสาวอายุ 4 ขวบขึ้นรถขับหนีมาฝั่งไทย วันนี้ (10 พ.ย) ตอนเช้า โทรไปเช็กกับพ่อที่ยังเฝ้าข้าวของที่ฝั่งพม่า พ่อบอกว่าไม่มีการยิงกันแล้ว แต่ไฟไหม้วอดวายหลายแห่ง ให้หลบอยู่ฝั่งไทยก่อนที่ตลาดเจดีย์ล่างยังไม่ปลอดภัย มีข่าวว่าฝ่ายกองกำลังพม่ากำลังขนกองทัพมา เพื่อเอาคืนกองกำลังกะเหรี่ยงที่เผาเมืองและฆ่าคนของเขา” เว บอกด้วยสีหน้ากังวล

 หลังวันเลือกตั้งในพม่าถนนทุกสาย ทางเดินทุกแห่ง ที่เชื่อมต่อฝั่งชายแดนพม่า-ไทย จะมีชาวบ้านหอบลูกหลานและหิ้วถุงพลาสติกใส่สิ่งของเดินเล็ดลอดเข้ามาหลบภัยสู้รบในฝั่งไทย หลายคนคิดว่าเมื่อก้าวพ้นเขตแดนพม่าแล้วจะปลอดภัย เช่นเดียวกับหนุ่มพม่ารายนี้ แต่วันนั้นดวงเขาไม่ดีพอ

 “ผมกับเพื่อนๆ พยายามวิ่งหนีออกมาจากฝั่งพม่า พอมาถึงชายแดนไทยก็นั่งพักล้อมวงคุยกับเพื่อนๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ก็มีเสียงระเบิดเกิดขึ้น ทุกคนรีบลุกวิ่งหนี แต่ผมรู้สึกเหมือนโดนอะไรเจ็บๆ ที่แขนขวา ยกขึ้นมาดูมีแต่เลือดเต็มไปหมด ส่วนเพื่อนๆ ก็ร้องโอดโอยกัน ผมวิ่งออกมาเลยไม่รู้เหมือนกันว่าจะวิ่งไปไหน รู้แต่วิ่งไปที่รถเครื่องแล้วขับเข้าไปในไทย พอมาถึงก็มีคนพาไปทำแผลที่อนามัย แต่เขาบอกแผลใหญ่เลยส่งมาที่นี่”

 “เจพู” หนุ่มพม่า หนึ่งในเหยื่อที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบระหว่างกองกำลังทหารพม่ากับกองทัพกะเหรี่ยงบริเวณด่านชายแดนเจดีย์สามองค์ เปิดเผยนาทีระทึกใจหลังจากทำบาดแผลเสร็จ เขาเล่าว่ามีแผลใหญ่ 2 รอยเส้นเลือดฉีกขาด หมอเอาสะเก็ดระเบิดออกให้แล้ว แต่ให้พักผ่อนอยู่ที่โรงพยาบาลอีก 3 วันค่อยกลับบ้านได้ แต่เขาคงไม่กลับเพราะเหตุการณ์ทางนั้นยังไม่สงบ เขาไม่มีมือถือ ไม่มีเงิน มีเพียงมอเตอร์ไซค์คู่ชีพที่ขับมาด้วย

 เจพู เล่าว่าปกติเขาจะขับรถรับจ้างอยู่ใกล้ตลาดพญาตองซูที่อยู่ห่างจากชายแดนไทยไปเพียงก้าวข้ามรั้วเท่านั้น แต่เช้าวันนั้นเขานอนอยู่ก็มีเพื่อนมาปลุกบอกว่าสู้รบกันแล้ว มีไฟไหม้หลายแห่ง พวกกะเหรี่ยงดีเคบีเอบุกเผา เขาและเพื่อนๆ รีบหนีมาฝั่งไทยนึกว่าจะรอดแต่ก็ไม่พ้นโดนสะเก็ดระเบิดเข้าจนได้ ตอนนี้เป็นห่วงเพื่อนๆ ว่า มีใครบาดเจ็บหรือเปล่า

 นพ.พนัส โสภณพงษ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี เล่าว่า ตอนนี้มีผู้บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดส่งมารักษาที่ไทยหลายคน แต่มีเพียง 7 คนที่ต้องพักอยู่ในโรงพยาบาล ส่วนใหญ่สถานีอนามัยด่านเจดีย์สามองค์จะทำแผลแล้วก็ให้กลับบ้าน หากมีผู้บาดเจ็บเราจะรับรักษาทันทีไม่มีการเลือกปฏิบัติว่าเป็นชนชาติไหน ผู้ลี้ภัยสงครามไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพราะทางโรงพยาบาลจะใช้งบประมาณที่มีอยู่มาช่วย ล่าสุดกำลังจัดทีมเตรียมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และวันนี้มีการสั่งเตรียมรถพยาบาลฉุกเฉินไว้แล้วประมาณ 6 คัน เพื่อขนย้ายผู้เจ็บจากชายแดนมายังโรงพยาบาลใหญ่