
พม่าทัพใหญ่"ชั่งใจ"บุกที่มั่นกะเหรี่ยงหวั่นกองโจรในป่า-วินาศกรรมในเมือง!
แม้การสู้รบระหว่างชนกลุ่มน้อยที่เริ่มก่อหวอดจากกลุ่มกะเหรี่ยงพุทธ หรือ "ดีเคบีเอ" ซึ่งต่อมามีกะเหรี่ยงคริสต์ หรือ "เคเอ็นยู" และกลุ่มมอญใหม่ ที่ลุกขึ้นมาจับอาวุธต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าจะเงียบสงบตลอดช่วงวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
แต่นั่นอาจเป็นเพียงการนิ่งสงบ เพื่อรอ "พายุลูกใหญ่" ที่กำลังจะก่อตัวขึ้นอีกครั้ง !?!?
โดยเฉพาะการข่าวที่ว่า ทหารพม่าเตรียมทหารไว้ที่ จ.เมียวดี ถึง 7 กองพัน พร้อมอาวุธหนักเต็มอัตราศึก เพื่อเอาคืนชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะกลุ่มดีเคบีเอที่ปฏิบัติการหยามศักดิ์ศรีสุดๆ ด้วยปฏิบัติการยึดเมียวดี และฆ่าทหารพม่าตายเกลื่อน
หากพม่าตั้งใจยกทัพใหญ่ลุยไปถึง อ.พญาตองซู จ.บูตันซายัด ด้านตรงข้าม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ซึ่งมีชนกลุ่มน้อย 3 กลุ่ม คือ ดีเคบีเอ เคเอ็นยู และกลุ่มมอญใหม่ ปักหลักรออยู่จริง...การ "นองเลือด" ครั้งใหญ่ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน !!
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกิจการพม่าในกองทัพ กลับประเมินในทางตรงกันข้ามว่า ข่าวการเตรียมเคลื่อนกำลัง และอาวุธหนักของทหารพม่าน่าจะเป็น "ข่าวเก่า" ตั้งแต่ตอนที่ดีเคบีเอเริ่มยึดเมียวดีแล้ว แต่พอดีเคบีเอถอยฉากไป ทหารพม่าจึงได้แต่เตรียมกำลังไว้เท่านั้น
ผู้เชี่ยวชาญรายนี้มองว่า การจะตัดสินใจบุกหรือไม่บุกฐานที่มั่นของชนกลุ่มน้อยคงจะมีขึ้นภายหลังจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เพราะการสู้รบกับชนกลุ่มน้อยจะทำให้เกิดความสูญเสียเป็นจำนวนมาก
อีกทั้งภายในกองทัพของพม่าเองก็ไม่ได้เป็นเอกภาพ เพราะมีการแก่งแย่งอำนาจกันระหว่าง พล.อ.ตัน ฉ่วย ประธานสภาสันติภาพและพัฒนาแห่งรัฐ หรือเอสพีดีซี กับ พล.อ.หม่อง เอ รองประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ
การสั่งการเคลื่อนย้ายกำลังขนาดใหญ่นำมาสู่ความ "ไม่ไว้วางใจ" ระหว่างผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ในกองทัพพม่าทั้ง 2 คน ซึ่งอาจทำให้แผนการใช้กำลังปราบปรามชนกลุ่มน้อยชะงักงันไปชั่วระยะเวลาหนึ่งก็เป็นได้
นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่ควรพิจารณา คือ ทหารพม่าขาดประสบการณ์ในการเคลื่อนกำลังขนาดใหญ่มานานนับสิบปี จึงเสี่ยงต่อความสูญเสียมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นฐานที่มั่นของชนกลุ่มน้อย ซึ่งมีความชำนาญภูมิประเทศมากกว่า
ที่สำคัญ แม้กำลังพลของพม่าจะมีจำนวนมาก แต่ก็ประสบกับปัญหา "หนีทัพ" มากเช่นกัน เพราะนอกจากจะได้รับเบี้ยเลี้ยงน้อยแล้ว ยังประสบปัญหาเรื่องการเบียดบังเบี้ยเลี้ยงกำลังพลด้วย หากพม่าไม่จัดการปัญหาภายในเหล่านี้จะทำให้กำลังพลเสียขวัญได้
เมื่อปัจจัยภายในต่างๆ ของพม่ายังไม่พร้อม เขาจึงเชื่อว่า ในระยะเวลาอันใกล้นี้คงยังไม่มีการสั่งเคลื่อนกำลังขนาดใหญ่ แต่หากพม่าสะสางปัญหาภายในได้เมื่อใด การปราบปรามชนกลุ่มน้อยครั้งใหญ่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน
ที่น่ากลัว คือ ปัจจุบันพม่าได้รับการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากจากจีน จึงได้เปรียบชนกลุ่มน้อยมาก แม้ชนกลุ่มน้อยจะได้เปรียบในเชิงภูมิประเทศ แต่พม่าจะใช้วิธีถล่มด้วยอาวุธหนัก ซึ่งจะทำให้เกิดความสูญเสียอย่างหนัก
กระนั้น การปราบปรามชนกลุ่มน้อยก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะถึงแม้จะเสียเปรียบเรื่องกำลังพล และอาวุธอย่างเทียบกันไม่ติด แต่ชนกลุ่มน้อยก็รู้ถึงข้อด้อยตรงจุดนี้ดี จึงไม่ทำการรบแบบเข้าปะทะตรงๆ หากแต่จะใช้วิธีรบแบบฉาบฉวยมากกว่า
"หลังจากยึดเมียวดีได้ กำลังพลของ พ.อ.นะเคามวย ก็สลายตัวกลายเป็นกองโจรเพื่อเตรียมสู้รบในป่าแทน โดยมีกำลังพลบางส่วนที่หนีเข้ามายังฝั่งไทยเตรียมพร้อมเพื่อสับเปลี่ยนกำลัง เตรียมสู้รบกับทหารพม่าแล้ว"
นอกจากการสู้รบแบบกองโจรเพื่อรอซุ่มโจมตีสร้างความเสียหายให้แก่กองทัพพม่าแล้ว ชนกลุ่มน้อยยังเตรียมอาวุธลับอีกอย่าง นั่นคือ "การก่อวินาศกรรม" ในเขตเมืองของพม่าเพื่อสร้างความสูญเสีย และสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายตามเมืองสำคัญต่างๆ ของพม่า
ก่อนหน้านี้ชนกลุ่มน้อยก็ได้ทดสอบปฏิบัติการไปบ้างแล้ว เช่น เหตุลอบวางระเบิดรถบรรทุกกำลังพลจนพังเสียหาย 2 คันที่เมืองกอกาเลก ห่างจาก จ.เมียวดี ไปไม่ไกล หรือเหตุลอบวางระเบิดจมเรือรบของพม่า 2 ลำที่เมืองเมาะตะมะ เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมองว่า พม่าคงต้อง "ชั่งใจ" พอสมควร ก่อนจะเปิดศึกกับชนกลุ่มน้อย เพราะการต้องเผชิญกับการรบแบบกองโจร และการก่อวินาศกรรมในเมือง จะนำมาสู่ความสูญเสียอย่างรุนแรง และยืดเยื้อยาวนาน
ส่วนผลกระทบต่อไทยนอกจากเรื่องผู้อพยพที่จะหลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ แล้ว การค้าขายกับพม่าก็จะต้องชะงักงันตามไปด้วย ซึ่งเชื่อว่า ผู้ประกอบการที่ค้าขายกับพม่าคงได้รับผลกระทบไปอีกนาน
ในขณะที่ภาวะการค้าระหว่างไทย-พม่า ชะงักงันก็จะมีประเทศที่ได้รับผลประโยชน์อย่างน้อยๆ 2 ประเทศ คือ "สิงคโปร์" และ "มาเลเซีย" ที่จะเข้ามาเสนอขายสินค้า หรือเข้ามาทำสัมปทานโดยตรงกับรัฐบาลพม่า
ปัญหาเรื่อง "ปากท้อง" ของผู้ประกอบการชาวไทยต่างหากที่เขาเป็นห่วงกังวลมากกว่ามิติเรื่อง "ความมั่นคง" เพราะความมั่นคงที่จะกระทบต่อไทยคงมีเฉพาะเรื่องการรับภาระผู้อพยพ และกระสุนปืนใหญ่ที่อาจจะปลิวตกเข้ามาเป็นระยะเท่านั้น
แต่ลมหายใจของผู้ประกอบการไทยคงร่อแร่ลงไปทุกวัน...ตราบที่พม่ากับชนกลุ่มน้อยยังจ้องเปิดศึกละเลงเลือดกันต่อไป
ทีมข่าวความมั่นคง



