
ซีพีเอฟเทงบลุยลงทุนนอกบ้านปีหน้า
ซีพีเอฟเตรียมงบลงทุนปีหน้า 6,000 ล้านบาท เทน้ำหนักไปที่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะรัสเซียและอินเดีย เดินหน้าธุรกิจกุ้งและไก่ เชื่อช่วยหนุนรายได้ซีพีเอฟพุ่ง มองราคากุ้งยังไปต่อ
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยถึงแผนการลงทุนในปี 2554 ว่า บริษัทตั้งงบลงทุนไว้จำนวน 6,000 ล้านบาท โดยเป็นงบลงทุนในต่างประเทศ 4,000 ล้านบาท เน้นลงทุนในประเทศรัสเซีย และอินเดีย ซึ่งการลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ ธุรกิจกุ้ง ไก่ ทั้งโรงงานแปรรูปและอาหารสัตว์ คาดว่าปีหน้าธุรกิจในต่างประเทศเหล่านี้จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้แก่ซีพีเอฟสูงขึ้นเป็น 30% จากปีนี้ที่สัดส่วนรายได้มีประมาณ 27%
สำหรับงบลงทุนที่เหลืออีก 2,000 ล้านบาท จะลงทุนขยายธุรกิจกุ้งในประเทศ เนื่องจากปัจจุบันไทยเป็นฐานผลิตกุ้งที่สำคัญ และความต้องการของตลาดยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากกุ้งไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก อีกทั้งปีนี้ผู้ผลิตกุ้งส่งออกที่เป็นคู่แข่งสำคัญเกิดโรคระบาด ทำให้ไทยส่งออกกุ้งได้มากขึ้น และราคากุ้งปีนี้เพิ่มขึ้น 30-40% ดังนั้น คาดว่าในปี 2554 ราคากุ้งจะยังขยายตัวต่อไป เพราะผู้ผลิตกลุ่มดังกล่าวยังไม่สามารถแก้ปัญหาโรคระบาดได้
นายอดิเรกกล่าวถึงผลดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2553 ด้วยว่า ซีพีเอฟมียอดขายรวม 141,767 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและมีกำไรสุทธิ 11,511 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้เมื่อต้นปี โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากกิจการในต่างประเทศ โดยเฉพาะในมาเลเซีย อินเดีย และตุรกี ส่งผลให้ยอดขายจากกิจการในต่างประเทศซึ่งคิดเป็น 27% ของยอดขายรวม
นายอดิเรกกล่าวอีกว่า ในปี 2554 มีปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวลใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามราคาน้ำมันตลาดโลก เพราะหลายประเทศหันมาใช้สินค้าเกษตรเพื่อผลิตพลังงานทดแทน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น 2.โควตาส่งออกเนื้อไก่แปรรูปในตลาดสหภาพยุโรป หรืออียู ที่ปัจจุบันไทยใช้โควตาเต็มหมดแล้ว และ 3.โรคระบาด ทั้งไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู โรคในกุ้งที่ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่



