
ศาลสถิตเพื่อความ (ไม่) ยุติธรรม
ทัศนีย์ สาลีโภชน์
ถึงแม้ว่าการพิจารณาคดี สหายดุจ อดีตผู้บัญชาการเรือนจำตวลสเล็ง ซึ่งเป็นผู้นำเขมรแดงคนแรกที่ถูกนำขึ้นเขียงจะกำลังดำเนินไปท่ามกลางความพออกพอใจของชาวเขมรที่อยากเห็นคนเหล่านี้ได้รับผลกรรมที่ทำลงไปเสียที
ทว่า ผู้ที่คุ้นเคยกับระบอบยุติธรรม และการเมืองของกัมพูชาดีกลับไม่ได้คาดหวังอะไรจากการดำเนินคดีครั้งนี้เท่าไรนัก แถมยังมีปัญหาค้างคาใจที่ต้องการคำตอบอยู่อีกมากมาย
องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่เป็นสปอนเซอร์ในการตั้งศาลพิเศษเพื่อพิจารณาคดีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชาขึ้นพยายามจะถ่วงดุลอำนาจด้วยการเลือกเจ้าหน้าที่เขมรมาทำงานผสมกับเจ้าหน้าที่ต่างชาติ แต่ก็ไม่วายจะถูกพิษการเมืองเล่นงาน โดยสัญญาณบ่งบอกการแทรกแซงของรัฐบาลกัมพูชาคือการที่อัยการร่วมทางฝ่ายเขมรคัดค้านสุดตัวไม่ให้ตามตัวผู้ต้องสงสัยอีก 6 คนมาดำเนินคดีเพิ่มเติม โดยอ้างว่าจะทำให้ประเทศไร้เสถียรภาพ
ขณะที่เจ้าหน้าที่บางคนก็ออกมาย้ำว่าการดำเนินคดีจะจำกัดอยู่เพียง 5 คนที่ถูกจับกุมตัวอยู่ในขณะนี้เท่านั้น นั่นคือ สหายดุจ นายนวน เจีย นายเขียว สัมพันธ์ นางเอียง สารี และนางเอียง ธิริธ ภรรยา
เล่นเอานายตุน ซารี ผู้อำนวยการองค์การสิทธิมนุษยชนท้องถิ่นที่ชื่อ "แอดฮอค" โวยวายลั่นว่าคนพวกนั้นจะไปทำให้ประเทศไร้เสถียรภาพได้ยังไง ตัวเขาละกังขากับข้อโต้แย้งดังกล่าวเสียจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ข่าวลือว่าชาวกัมพูชาพากันจ่ายสินบนเพื่อให้ได้ทำงานในศาลพิเศษแห่งนี้ได้เริ่มทำให้ประเทศผู้บริจาคลังเลที่จะจ่ายเงินอุดหนุนศาลแห่งนี้อีกต่อไปแล้ว แล้วผลลัพธ์ก็มาตกกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาที่เสี่ยงว่าจะไม่ได้รับเงินเดือนในเดือนนี้จนกว่าญี่ปุ่นจะบริจาคเงินฉุกเฉินให้ 2 แสนดอลลาร์
ถึงแม้เจ้าหน้าที่ศาลจะออกมาปฏิเสธเป็นพัลวันว่าเป็นข่าวลือที่ไม่มีมูล แต่ก็น่าสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีการเปิดเผยรายงานเรื่องที่ยูเอ็นตรวจสอบข่าวการติดสินบนที่ศาลแห่งนี้เมื่อปีที่แล้วออกมาเลย
ขณะนี้มีเสียงเรียกร้องดังกระหึ่มจากหลายฝ่ายให้ยูเอ็นทำอะไรเพื่อสะสางข้อกล่าวหาคอรัปชั่นพวกนี้ให้กระจ่างเสียที แต่ทั้งยูเอ็น และรัฐบาลกัมพูชาที่ตั้งศาลนี้ร่วมกันในปี 2549 หลังจากคุยกันมานานหลายปีเหลือเกินก็ยังไม่ได้แจ้งผลการพูดคุยในเรื่องนี้ออกมาเลย ซึ่งนั่นทำหลายคนเริ่มจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วว่า
คงจะคาดหวังอะไรจากศาลแห่งนี้ได้ยากเต็มที



