
ลมการเลือกตั้งที่โชยมาจากฝั่งตะวันตก
จนถึงวันที่บทความนี้ตีพิมพ์ ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าผลการเลือกตั้งของพม่าจะออกมาอย่างเป็นทางการหรือยัง และจะมีกี่องค์กรและกี่ประเทศที่จะยอมรับและประท้วงผลการเลือกตั้งดังกล่าว
และในช่วงบรรยากาศเดียวกันนี้เอง บ้านเมืองเราก็เริ่มมีเรื่องของการเลือกตั้งในฐานะประเด็นสาธารณะมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่การพยายามส่งสารดังกล่าวจากนายกรัฐมนตรีเองที่บอกว่าจะอยู่ไม่ครบเทอม
หรือจากแรงกดดันที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้งซ่อม อันเนื่องมาจากการถูกปลดจากการเป็นส.ส.ตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นใหญ่คงจะเป็นเรื่องที่ว่ารัฐมนตรีบางท่านเองก็โดนไปด้วย
แน่นอนว่าการเลือกตั้งย่อมมีเรื่องของการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตภายในเขตการเลือกตั้งเอง (ในความหมายของการทุจริตในระดับท้องถิ่น) และการทุจริตในระดับของโครงสร้างการเลือกตั้งในระดับประเทศ ที่อาจจะเอื้อต่อคนบางกลุ่มบางพวก แต่ประเด็นท้าทายที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือเราจะเอาอย่างไรกับการเลือกตั้งดี
เท่าที่ผ่านมาเหมือนกับว่าเราจะมีทางออกกับเรื่องนี้อยู่หลายทาง ในทางแรกเราเชื่อว่าการเลือกตั้งคือทุกสิ่งทุกอย่าง ใครชนะ (พูดง่ายๆ ว่า "รอด" จากการถูกจับ) ก็คือความถูกต้อง ถ้ามีการประท้วงก็ไม่รับฟังอยู่ดี
ในทางที่สอง เราเชื่อว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ทางออก ดังนั้นก็ยังไม่ต้องเลือกตั้ง เลือกตั้งเมื่อพร้อม และในทางที่สามเราเชื่อว่าการเลือกตั้งนั้นมีได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ดังนั้นสถาบันทางการเมืองก็อาจจะมาจากการแต่งตั้ง หรือคัดสรรด้วย ไม่ใช่เรื่องของการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งในทุกที่ย่อมมีปัญหา แต่ทำไมในทุกประเทศเขายังพยายามมีการเลือกตั้งกันทั้งนั้น นี่แหละครับก็คือคำตอบที่ว่ายังไงซะ การเลือกตั้งก็มีความหมายบางประการ และที่สำคัญที่สุดก็คงจะหลีกหนีไม่พ้นกับการเป็นกลไกในการสร้างและมอบความชอบธรรมให้แก่ระบบการเมืองนั่นแหละครับ
ไม่ว่าจะเลือกตั้งด้วยเหตุผล ด้วยความกลัว ด้วยความรู้สึกว่าไม่เลือกจะแย่กว่าเลือก หรือด้วยเหตุผลอีกมากมาย (อาจรวมทั้งเหตุผลระดับอภิมหานามธรรมว่าผู้ปกครองมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทั้งที่เราอาจไม่ได้เลือกก็ได้) อย่างน้อยการเลือกตั้งก็ทำให้รู้สึกได้ว่าอำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน
และที่สำคัญก็คือ การเลือกตั้งนั้นเป็นรากฐานของ "สังคมการเมือง" (political society) ที่หมายถึงโดยกว้างว่าสังคมที่มาจากการที่ประชาชนได้มีส่วนในการเลือกตัวแทนและนำเสนอความต้องการของเขาผ่านตัวแทนเหล่านั้น และต่อสู้กันในการได้มาซึ่งผลประโยชน์
เรื่องนี้คงเข้าใจยากสักหน่อย ในยุคที่เราพยายามจะเข้าใจแต่ "ประชาสังคม" (civil society) ที่ออกจะมุ่งไปที่ภาพบวกของการรวมตัวกันเพื่อต่อรองกับผู้ร้ายที่ชื่อว่ารัฐและนักการเมือง และเราเห็นว่าประชาสังคมโดยเฉพาะในแบบบ้านเราดูจะให้ความร่วมมือกับระบอบรัฐประหาร อยู่เนืองๆ เช่นกัน อย่างน้อยในนามของการช่วยเอาไว้ไม่ให้แย่ไปกว่านี้ ทั้งๆ ที่ประชาสังคมแบบไทยๆ ไม่สามารถอ้างได้จริงๆ ว่าเขาเป็น "ตัวแทน" ใครได้ด้วยวิธีไหน แต่ทุกครั้งเมื่อมีการสร้างสถาบันการเมืองใหม่ก็จะมีการอ้างถึงตัวแทนภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคพลเมือง แต่ก็ไม่รู้ว่าเลือกมาได้อย่างไร นอกจากเลือกกันเอง
ที่เขียนมานั้นไม่ได้บอกว่าไม่ควรมี "ประชาสังคม" แต่กฎเกณฑ์การมีประชาสังคมก็คงจะต้องชัดเจนด้วยว่าความเป็นตัวแทนนั้นมาจากไหน ไม่ใช่มองแต่ว่า "สังคมการเมือง" นั้นมีปัญหาเท่านั้น
ในแง่นี้ก็ไม่เลวนะครับ ต่อไปก็ควรจะมองเรื่องความเป็นตัวแทนทั้งสองฝ่ายให้เป็นระบบมากขึ้นไปเสียทีเดียว ...อ้าวว่าจะเขียนเรื่องพม่า ไหงมาจบเรื่องนี้ได้ก็ไม่รู้แฮะ



