
น้ำลดตอผุด
อย่างที่ผมเคยพูดไว้ว่า ระวังน้ำลดตอจะผุด บัดนี้น้ำท่วมในหลายพื้นที่กำลังลดลงแล้วและตอก็เริ่มโผล่ขึ้นประปราย แต่เรื่องส่วนมากเป็นเรื่องของการแจกของบรรเทาทุกข์ไม่ทั่วถึงแถมยังมีการเบี่ยงเบนยักยอกสิ่งของที่จะแจกจนเป็นเหตุให้สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นด
ตอที่เริ่มจะผุดอีกตอหนึ่งคือการวางแผนที่จะเขมือบงบฟื้นฟูภายหลังน้ำท่วมรวมไปถึงงบบูรณะโครงสร้างพื้นฐานที่จะต้องกระทำภายหลังน้ำท่วม
เรื่องต่างๆ เหล่านี้ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ก็ได้ออกมาขอโทษประชาชนในรายการโทรทัศน์ประจำสัปดาห์ของท่านแล้ว แต่เรื่องใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเกี่ยวกับการขจัดหรือบรรเทาภัยธรรมชาติในอนาคตนั้นไม่ค่อยได้พูดกันจึงดูเสมือนการแก้ปัญหาน้ำท่วมนั้นเป็นเรื่อง “ข้าวสารกรอกหม้อ” คือเมื่อมีปัญหาค่อยแก้ไขกัน ดูจะจำเจซ้ำซากกันอยู่เช่นนี้ตลอดไป
อย่างเรื่องระบบการเตือนภัยล่วงหน้าก็มีผู้ออกมากล่าวถึงกันบ้างแต่ก็ไม่ค่อยมีเสียงขานรับเหมือนกับว่าเป็นประเด็นที่ยังไม่สมควรจะพูดกัน
แต่เรื่องใหญ่ที่สุดก็คือทำอย่างไรถึงจะป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้ ซึ่งคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบทางภาครัฐบางคนก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องธรรมชาติแก้ไขอะไรไม่ได้ ซึ่งในโลกยุคใหม่นี้ไม่เป็นความจริงเพราะมนุษย์มีความสามารถที่จะรับมือกับภัยธรรมชาติได้ดีขึ้น
ในสมัยโบราณนั้นหากเมืองใดเมืองหนึ่งมีปัญหาทางโรคระบาดหรือภัยธรรมชาติคุกคามเป็นที่ซ้ำซาก เจ้าบ้านผ่านเมืองในยุคนั้นก็จะแก้ไข 2 วิธี อย่างที่หนึ่งเรียกว่า “ย้ายเมืองหนีห่า” อย่างที่สองก็คือการสร้างกำแพงเมืองขึ้นล้อมรอบเขตเศรษฐกิจหรือศูนย์กลางบริหารบ้านเมือง
ตัวอย่างที่ยังทิ้งหลงเหลือให้เราเห็นก็คือ ตัวเมืองศรีอยุธยาปัจจุบันนั้นอยู่ในเขตน้ำท่วมแต่ตามประวัติศาสตร์ไม่ปรากฏว่ากรุงศรีอยุธยาถูกน้ำท่วมเลย ทั้งนี้เพราะมีกำแพงเชิงเทินที่แข็งแรงล้อมไว้รอบตัวเกาะ ในบางครั้งที่ข้าศึกศัตรูกรีธาทัพมารอบล้อมเมื่อน้ำท่วมก็ต้องถอยทัพกลับไป แต่ชาวกรุงศรีอยุธยาที่อยู่ภายในกำแพงเมืองไม่เดือดร้อนอะไรเลยจากน้ำหลาก
ความคิดเช่นนี้สามารถลอกเลียนแบบมาแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมในยุคปัจจุบันได้ ขอให้ท่านผู้อ่านดูการป้องกันน้ำท่วมในแบบของ กทม.ซึ่งว่าอันที่จริงระดับน้ำเจ้าพระยาในปีนี้ย่อมจะท่วมท้นเข้าในเขต กทม.ทั้งฝั่งกรุงเทพฯ และธนบุรีไปนานแล้ว และชาว กทม.คงต้องแช่น้ำเหมือนกับเหตุที่เกิดขึ้นในจังหวัดอื่นๆ เป็นเวลานานด้วย
นี่แสดงถึงความสำเร็จในแนวความคิดของการแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยการป้องกันล่วงหน้าไม่ใช่ปล่อยให้อยู่ในความปรานีของเทวดาอย่างหลายหัวเมือง
หาดใหญ่เป็นเมืองที่น่าจะป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้โดยใช้ “บางกอกโมเดล” ส่วนหัวเมืองอื่นๆ นั้นก็สุดแล้วแต่สถานการณ์และก็สามารถสร้าง “กำแพงเมืองใหม่” ล้อมรอบเขตเศรษฐกิจสถานที่สำคัญของทางราชการและโบราณสถานที่สำคัญ น้ำท่วมมาหัวใจของแต่ละเมืองก็ยังทำงานได้แถมยังมีกำลังช่วยเหลือพื้นที่นอกกำแพงเมืองได้ด้วย
การคิดในแนวนี้เรียกว่า “การคิดในเชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งผมยังมองไม่เห็นคนในภาครัฐได้ออกมาพูดจาในแนวนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวสักคนเดียว ซึ่งถ้าปล่อยไว้เช่นนี้เมืองไทยก็คงอยู่ในวัฏจักร “น้ำท่วมฝน
แล้ง” ต่อไปอีกจนชั่วลูกชั่วหลาน
นายหนูใหญ่ [email protected]



