
ไทยได้เปรียบต้นทุนเอทานอลดันเจาะญี่ปุ่น
พลังงานคาดไทยส่งออกเอทานอลได้เพิ่มขึ้น หลังรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศใช้แก๊สโซฮอล์ อี 3 ระบุไทยมีความได้เปรียบคู่แข่งด้านวัตถุดิบและต้นทุนการผลิต ลุ้นญี่ปุ่นปรับระเบียบการซื้อช่วยภาระภาษีลดลง
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับเชิญจากญี่ปุ่นให้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงพลังงานจาก 21 ประเทศ ทั้งจากกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันและกลุ่มผู้บริโภคน้ำมันในเอเชียวันที่ 26 เมษายนนี้ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการรักษาเสถียรภาพตลาดน้ำมันในระยะกลาง ระยะยาว และการประหยัดพลังงาน โดยการประชุมร่วมกันครั้งนี้นับเป็นเรื่องที่ดีที่ประเทศต่างๆ จะประเมินสถานการณ์การใช้น้ำมันของโลกว่ามีทิศทางใด หลังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ในฐานะที่เอเชียเป็นผู้ใช้และผลิตน้ำมันสำคัญของโลก จะทำให้คาดการณ์ถึงทิศทางราคาพลังงานได้ และในส่วนของประเทศไทยจะแสดงจุดยืนว่าไทยจะเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาพลังงานทดแทนในประเทศต่อไป
นอกจากนี้ เป็นที่คาดว่าการประชุมร่วมครั้งนี้ ญี่ปุ่นจะประกาศแผนการใช้แก๊สโซฮอล์ อี 3 หรือผสมเอทานอลเข้าไปในเนื้อน้ำมันเบนซิน 3% ซึ่งจะเป็นผลดีต่อไทยที่มีโอกาสการส่งออกเอทานอลมากขึ้น เพราะคาดว่าญี่ปุ่นจะมีความต้องการเอทานอล ประมาณ 16 ล้านลิตรต่อวัน อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขจะส่งออกได้มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับญี่ปุ่นว่าจะปรับระเบียบการรับซื้อโดยเปลี่ยนให้เอทานอลเป็นพลังงานทดแทนและเข้าตามหลักข้อกำหนดเรื่องการให้เป็นพืชเกษตรด้วยหรือไม่ หากเปลี่ยนแปลงได้ก็จะทำให้ภาษีนำเข้าลดลง
“ไทยมีความพร้อมในการผลิตเอทานอลทั้งจากโมลาส อ้อย มันสำปะหลัง และในอนาคตจะสามารถผลิตจากข้าวฟ่างได้ด้วย หากส่งออกไปญี่ปุ่นได้ก็จะเป็นผลดีกับประเทศและช่วยสร้างรายได้ต่อเกษตรกรไทย” นพ.วรรณรัตน์ กล่าวและว่า ศักยภาพการแข่งขันการส่งออกเอทานอลของไทยไปญี่ปุ่นนั้น สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ เพราะมีวัตถุดิบที่หลากหลายและต้นทุนต่ำกว่า เช่น จีน มีการนำเข้ามันเส้นเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบ ส่วนอินเดียแม้จะปลูกมันฯ และอ้อย แต่มีผลิตผลต่อไร่ต่ำกว่าไทย ในขณะที่บราซิลจะเสียเปรียบไทยเรื่องการขนส่งที่จะมีต้นทุนสูงกว่า



