ข่าว

ปภ.สรุปน้ำท่วม30จว.ยอดเสียชีวิต185

ปภ.สรุปน้ำท่วม30จว.ยอดเสียชีวิต185

10 พ.ย. 2553

ปภ.สรุปยอดน้ำท่วม 30 จังหวัด เสียชีวิต 185 ราย เตือน 6 จว.ภาคใต้รับมือท่วมฉับพลัน ด้านชาวโคราชยังเดินหน้าทำความสะอาดเมืองหลังน้ำลดต่อเนื่อง แม่ทัพภาค 2 ระบุสถานการณ์น้ำท่วมหลายจังหวัดต้องจับตา ขณะที่โรงพยาบาลมหาราชสรุปเสียหายจากอุทกภัยกว่า 80 ล้าน

(10พ.ย.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ( ปภ. ) รายงานยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวม 18 จังหวัด 87 อำเภอ 670 ตำบล 4 , 919 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 474 , 497 ครัวเรือน 1 , 421 ,140 คน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 6 ,316,156 ไร่ ผู้เสียชีวิต 127 ราย แบ่งเป็น ภาคเหนือ 1 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 จังหวัด ภาคกลาง 9 จังหวัด ส่วนภาคใต้เกิดสถานการณ์อุทกภัย ใน 12 จังหวัด 130 อำเภอ 818 ตำบล 5 , 643 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 540 , 843 ครัวเรือน 1 , 733 ,972 คน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทั่วประเทศมีพื้นที่ประสบอุทกภัย รวม 30 จังหวัด 217 อำเภอ 1 ,488 ตำบล 10 , 562 หมู่บ้าน 1 ,015,340 ครัวเรือน 3,155,112 คน ผู้เสียชีวิต 185 ราย

 นอกจากนี้ กรมปภ.ยังได้แจ้งเตือน 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ในที่ลาดเชิงเขา ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำในภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง กระบี่ และตรัง เตรียมรับมือภาวะฝนตกหนัก ระหว่างวันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2553 โดยติดตามพยากรณ์อากาศและหมั่นสังเกตสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ ปภ.ได้ประสานศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ภัยตลอด 24 ชั่วโมง และจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัยแล้ว

 พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมทำความสะอาดเทศบาลนครนครราชสีมา หลังน้ำลด ที่ถนนช้างเผือก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมีกำลังพลทหารจากกองทัพภาคที่ 2 , เจ้าหน้าที่เทศบาลนครนครราชสีมา , นักศึกษาวิชาทหารจากโรงเรียนภายในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา และประชาชนในชุมช่วยจำนวนกว่า 500 คน พร้อมกับรถฉีดน้ำ รถเก็บขยะจากเทศบาลนครนครราชสีมาและเทศบาลใกล้เคียงจำนวนกว่า 20 คัน มาช่วยกันทำความสะอาดเก็บกวดสิ่งปฎิกูลที่มากับน้ำ หลังจากที่เหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ได้คลี่คลายลงแล้ว ตลอดถนนช้างเผือกที่มีระยะทางยาวกว่า 3 กิโลเมตร

 พลโทธวัชชัย เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือขณะนี้ว่า ตอนนี้ยังมีสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ติดกับลำน้ำมูลในจังหวัดศรีสะเกษบางส่วน และพื้นที่ที่อยู่ติดกับลำน้ำชี ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำเริ่มลดระดับลงแล้ว และคาดว่าปริมาณน้ำก้อนใหญ่จากลำน้ำมูลจะไหลไปลงที่แม่น้ำโขงจังหวัดอุบลราชธานีภายในวันนี้ ส่วนปริมาณน้ำอีกก้อนในลำน้ำชีน่าจะเดินทางไปถึงจังหวัดอุบลราชธานีภายในอีก 3-4 วัน ส่วนการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆนั้น ขณะนี้ทางกองทัพยังส่งกำลังทหาร ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ยังคงประสบภัยน้ำท่วมในทุกจังหวัด นอกจากนี้กำลังพลส่วนหนึ่งก็ยังออกช่วยฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นภายงหลังจากที่สถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายแล้ว ซึ่งนอกจากกำลังพลที่จะช่วยเหลือในการฟื้นฟูความเสียหายแล้ว ทางกองทัพภาคที่ 2 ยังดำเนินการสำรวจความเสียหายเพื่อขอสนับสนุนงบประมาณจากทางกองทัพบก เพื่อนำมาช่วยเหลือฟื้นฟู้ความเสียหายต่างๆที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

 พลโทธวัชชัย  กล่าวอีกว่า นอกจากเหตุอุทกภัยแล้วขณะนี้ภัยหนาวกำลังเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในส่วนนี้ทางกองทัพภาคที่ 2 เองก็ได้มีการเตรียมแผนช่วยเหลือประชาชนไว้แล้ว โดยการขอสนับสนุนจากกองทัพบกเพื่อขอรับผ้าห่ม นำมาจ่ายจ่ายให้กับประชาชนผู้ประสบภัย เนื่องจากภัยหนาวถือเป็นภัยพิบัติที่พี่น้องประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องเผชิญเป็นประจำทุกปี อีกทั้งในปีนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายและรุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปี ดังนั้นทางกองทัพภาคที่ 2 จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ยังได้ประสานไปยังผู้นำท้องถิ่นเพื่อช่วยในการกระจายสิ่งบริจาคต่างๆให้กับผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

 ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปีนี้ รวมถึงแผนการเตรียมรับมือกับเหตุน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นในปีต่อๆไป นั้น แพทย์หญิงสุวรรณี ตั้งวีระพรพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยในปีต่อไปๆนั้นส่วนตัวคิดว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ถี่และรุนแรงมากขึ้น เพราะฉะนั้นทางโรงพยาบาลมหาราชเองได้เตรียมแผนป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอย่างในปีนี้ขึ้นมาอีก โดยการเตรียมดำเนินการก่อสร้างเขื่อนรอบโรงพยาบาลมหาราช ฝั่งที่อยู่ติดกับลำน้ำลำตะคองเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากลำน้ำลำตะคองเอ่อเข้าท่วมโรงพยาบาลได้อีก รวมถึงต้องมีการวางระบบระบายน้ำใต้ดินใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำจากท่อระบายน้ำใต้ดินดันขึ้นมาสู่พื้นที่จนท่วมโรงพยาบาลได้ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการยื่นเรื่องของบประมาณกับทางกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งโครงการนี้จะต้องใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้นประมาณ 45 ล้านบาท

 ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุอุทกภัยครั้งนี้นั้น แพทย์หญิงสุวรรณี  กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทั้งในส่วนของอาคารสถานที่ต่างๆ ขณะนี้ทางกองแบบแผนกระทรวงสาธารณสุขได้มีการสำรวจและประเมินความเสียหายในเบื้องต้นไว้ที่ 40 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ในการซ่อมแซมและปรับปรุงความเสียหาย นอกจากนี้ยังมีความเสียหายในส่วนของอุปกรณ์สำนักงานที่ได้รับความเสียหายรวมมูลค่าอีกกว่า 40 ล้านบาท รวมแล้วจะต้องใช้งบประมาณในการซ่อมแซมและจัดซื้ออุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายใหม่ประมาณ 80 ล้านบาท และจะต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างเขื่อนรอบโรงพยาบาลอีก 45 ล้านบาท รวมแล้วเป็นงบประมาณทั้งสิ้นกว่า 125 ล้านบาท

 "โดยคาดว่าหากโครงการก่อสร้างเขื่อนริมลำน้ำลำตะคองรอบตัวโรงพยาบาลสำเร็จลุล่วงก็น่าจะช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้หากทางกระทรวงสาธารณสุขอนุมัติงบประมาณส่วนนี้ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 ปี จึงจะก่อสร้างเขื่อนได้แล้วเสร็จ "แพทย์หญิงสุวรรณี กล่าว

 นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ( ปภ. ) กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีพื้นที่ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยหนาว) 12 จังหวัด 155 อำเภอ 1 , 097 ตำบล 12 , 777 หมู่บ้าน แยกเป็น ภาคเหนือ 7 จังหวัด และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 จังหวัด ส่วน การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยหนาวปี 2553 - 2554 ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระดับจังหวัด ยกเว้นภาคใต้ ณ สำนักงานป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยจังหวัด ระดับอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว สำรวจและจัดทำบัญชีผู้ประสบภัยหนาว เพื่อวางแผนแจกจ่ายเครื่องนุ่งห่มกันหนาวให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

 นายวิบูลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับการประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ให้จังหวัดใช้รายงานการคาดหมายลักษณะอากาศ 7 วัน เป็นรายจังหวัดของกรมอุตุนิยมวิทยา และมีสภาพอากาศหนาว 8.0 -15.9 องศาเซลเซียส ถึงหนาวจัด ต่ำกว่า 8.0 องศาเซลเซียส เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อให้ สามารถนำงบประมาณในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดมาใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว ซึ่งจะทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวมีความคล่องตัวมากขึ้น หากวงเงินจังหวัดไม่เพียงพอ สามารถขอขยายวงเงินทดรองราชการมายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบความต้องการเครื่องห่มกันหนาวในทั้ง 9 จังหวัด พบว่า มีความต้องการเครื่องห่มกันหนาว จำนวน 1 , 619 , 909 ชิ้น ในเบื้องต้นกรม ปภ.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจกจ่าย เครื่องนุ่งห่มกันหนาวไปแล้วจำนวน 75 , 555 ชิ้น แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

 ได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ประสบภัยหนาวเร่งจัดหาเครื่องห่มกันหนาวและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวตาม ระเบียบและหลักเกณฑ์ของทางราชการ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถใช้เงินทดรองราชการในอำนาจจัดหาเครื่องห่มกันหนาวตามความจำเป็นและเหมาะสม ในราคาผืนละไม่เกิน 180 บาท ภายในวงเงินไม่เกิน 1, 000 , 000 บาท พร้อมขอเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเครื่องห่มกันหนาว ผ่านศูนย์รับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว ส่วนกลาง ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่วนภูมิภาค ณ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 18 เขต สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดทั้ง 75 จังหวัด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางหมายเลขโทรศัพท์ 0-2243-2213 ทั้งนี้ ประชาชนที่ประสบภัยหนาว สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง