
ตลก.ศาลรธน.แจ้งจับมือแพร่คลิปชุด3
ศาล รธน.มีมติแจ้งความกองปราบฯ ดำเนินคดี "พสิษฐ์" หลังคลิปโกงข้อสอบโผล่รอบ 3 เผยแจ้งความแล้ว 2 ครั้งรวม 3 คดี ยังไม่สอบจนท. 2 คนในคลิป ย้ำใช้กระบวนการยุติธรรมไม่ตอบโต้ เพื่อสร้างบรรทัดฐาน
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 10 พฤศจิกายน นายณพล อรุณอาศิรกุล ผู้รับมอบอำนาจจากนายจรูญ อินทจาร นายสุพจน์ ไข่มุกด์ และนายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.ชวลิต หาญเสน่ห์ลักษณ์ พงส.(สบ 3) กก.1 บก.ป. ให้ดำเนินคดีกับผู้ที่นำคลิปวิดีโอชุดที่ 3 ซึ่งมีการกล่าวพาดพิงถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 3 คนเกี่ยวกับการช่วยเหลือในการสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต ในข้อหา หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องแจ้งความไว้ก่อนส่งต่อไปให้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไปเนื่องจากเป็นคดีลักษณะเดียวกันกับที่นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งความกรณีคลิปวิดีโอชุดที่ 2 ไว้ก่อนหน้านี้
ศาลรธน.มีมติแจ้งความกรณีคลิปฉาว
ต่อมาในช่วงบ่าย ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายเชาวนะแถลงข่าวภายหลังการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า ที่ประชุมคณะตุลาการมีมติมอบหมายให้ดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ และกลุ่มบุคคลไม่ทราบจำนวนที่เป็นตัวการร่วมกันในการจัดทำและเผยแพร่คลิปวิดีโอทางคอมพิวเตอร์ผ่านเครือข่ายเว็บไซต์และหนังสือพิมพ์บางฉบับ
เนื่องจากเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มีบุคคลที่ใช้นามแฝงว่า “โอ้มายก็อด 3009” กระทำการเผยแพร่คลิปวิดีโอเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ผ่านในลักษณะเป็นคลิปวิดีโอที่ผ่านการตัดต่อรวม 4 ตอน อันเป็นการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม และสถาบันการเมืองการปกครองของไทย ซึ่งเป็นการร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 198, 326 และ 328 รวมทั้งมีการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตลอดจนมีการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ในลักษณะดังกล่าวต่อประชาชนอย่างต่อเนื่องเป็นขบวนการ โดยมีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำการในลักษณะแบ่งหน้าที่กัน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมามีการร้องทุกข์กล่าวโทษกรณีนี้กี่คดี นายเชาวนะกล่าวว่า หลังจากมีการเผยแพร่คลิปดังกล่าว สำนักงานมีการแจ้งความร้องทุกข์ไปแล้วจำนวน 2 ครั้ง แยกเป็น 3 คดี ส่วนเรื่องรายละเอียดของการร้องทุกข์นั้น พนักงานสอบสวนจะเป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง
เมื่อถามว่า ในช่วงเช้าที่ผ่านมามีตุลาการ 3 คน มอบหมายให้ทนายความไปดำเนินการร้องทุกข์กรณีดังกล่าวที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และเหตุใดจึงจะมีการแจ้งความดำเนินคดีอีก นายเชาวนะกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องแยกเป็นคนละส่วนกัน การแจ้งความในช่วงเช้าที่ผ่านมานั้น ถือเป็นการดำเนินการเฉพาะตน แต่ในส่วนนี้เป็นการดำเนินการตามที่ประชุมคณะตุลาการมีมติออกมา
ส่วนจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ 2 คนที่ปรากฏในคลิป และตามระบบราชการทางสำนักงานสามารถพักงานเจ้าหน้าที่ได้เลยหรือไม่นั้น นายเชาวนะกล่าวว่า วันนี้มติของศาลรัฐธรรมนูญมีเพียงให้ดำเนินการร้องทุกข์ ซึ่งศาลอาจมองว่า น่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญและเร่งด่วนสูงสุด ส่วนเรื่องอื่นต้องดูตามลำดับและรอพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งไม่ได้หมายถึงว่าจะหยุดหรือยุติเพียงแค่นี้ ส่วนเรื่องการพักงานเจ้าหน้าที่นั้น ตอนนี้กระบวนการยังอยู่ในชั้นของการร้องทุกข์เท่านั้น เนื่องจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็เห็นแล้วว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการกระทำที่เป็นเท็จ แต่เรื่องในส่วนนี้ก็อาจจะมีการนำมาประกอบการพิจารณาด้วย เพราะตามระบบราชการจะมีการดำเนินการเป็นลำดับและขั้นตอนที่ชัดเจน รวมทั้งต้องดูด้วยว่า ส่วนใดเกี่ยวข้องเฉพาะตัว หรือเกี่ยวกับคนอื่นและองค์กรอื่น ซึ่งต้องมีการแยกแยะ เพื่อให้การดำเนินการตรงตามวัตถุประสงค์ ขณะนี้ยังคงไม่สามารถที่จะสรุปได้ว่าจะดำเนินการอย่างไร
นายเชาวนะกล่าวอีกว่า หากพูดถึงแนวทางแก้ไข สำนักงานก็กำลังดำเนินการอยู่ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะต้องรอสรุปจากคณะตุลาการ ส่วนที่มีการมองว่า สำนักงานสามารถตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 คนได้เลยนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน หากพูดถึงตัวเจ้าหน้าที่ก็ถือเป็นคนของสำนักงาน แต่อาจจะมีการพาดพิงและเกี่ยวโยงกับระดับอื่นที่สูงกว่า สำนักงานจึงต้องใช้ความระมัดระวังและรอบคอบ ทั้งนี้เมื่อตุลาการมีมติออกมาอย่างไร สำนักงานก็ดำเนินการมาโดยตลอด
เมื่อถามว่า ในกรณีที่คณะตุลาการมีมติให้นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาชี้แจงเรื่องที่มีการอ้างว่า มีการโกงข้อสอบ แต่ตอนนี้ยังไม่มีการตอบรับกลับมา นายเชาวนะกล่าวว่า อาจเป็นเพราะมีเหตุการณ์อื่นแทรกซ้อนเข้ามา แต่เราต้องประมวลเหตุการณ์ให้เข้ามาให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม ไม่ใช่ทุกอย่างจะยุติและสิ้นสุดหลังจากที่แจ้งความ
เมื่อถามว่า การแจ้งความร้องทุกข์ ตุลาการคิดว่าจะเพียงพอให้สังคมคลายความเคลือบแคลงใจได้หรือไม่ นายเชาวนะกล่าวว่า คิดว่าตุลาการพยายามนำกระบวนการทางกฎหมายมาใช้ให้เป็นไปตามกรอบที่บ้านเมืองใช้อยู่ เมื่อเกิดเหตุการณ์ก็ใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งศาลก็ให้ความเคารพ อีกทั้งศาลค่อนข้างจะเลี่ยงไม่ทำอะไรที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนและไม่เรียบร้อยมากขึ้น ดังนั้นการนำกระบวนการยุติธรรมมาใช้ให้มากที่สุด ก็เพื่อต้องการสร้างมาตรฐานในสังคม ซึ่งดีกว่ามาโต้ตอบหรือโต้แย้งตามที่มีผู้ประสงค์ที่จะให้กระทบกับองค์กร



