ข่าว

พม่ารบกะเหรี่ยงไทยรับผู้อพยพ-กระทบศก.ยาว!

พม่ารบกะเหรี่ยงไทยรับผู้อพยพ-กระทบศก.ยาว!

10 พ.ย. 2553

แม้เหตุปะทะเดือดระหว่างพม่ากับชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนไทย-พม่า โดยเฉพาะฝั่งตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก และฝั่งตรงข้าม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี จะน่าตกอกตกใจกับการใช้อาวุธหนักเข้าปะทะกัน ทำให้มีคลื่นผู้อพยพหลายหมื่นคนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย

 ทว่าผู้เชี่ยวชาญด้านพม่าในกองทัพกลับชี้ว่า สัญญาณการเตรียมใช้กำลังของชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงมาประมาณ 1-2 เดือนแล้ว และเริ่มปรากฏเค้าลางมาตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หรือก่อนเลือกตั้งใหญ่ในพม่าเพียง 1 วันเท่านั้น

 ก่อนเลือกตั้ง 1 วัน พ.อ.นะเคามวย นำกำลังเข้ายึด และเผาสถานที่ราชการหลายแห่งใน จ.เมียวดี พร้อมทั้งจับทหารพม่าฆ่าแล้วเผาหลายศพเพื่อต่อต้านการเลือกตั้งจนทำให้เกิดการปะทะเดือดในเวลาต่อมา

 ทั้งที่ พ.อ.นะเคามวย ไม่ใช่ใครอื่น เพราะเขามีตำแหน่งผู้นำกำลังก่อการท้าทายอำนาจรัฐบาลพม่าไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็นผู้บังคับการยุทธวิธีกองพล 999

 เขาได้รับความไว้วางใจจากทางการพม่าให้คุมกำลัง 3 กองพัน และกองกำลังเฉพาะกิจอีก 1,000 นาย รับผิดชอบพื้นที่ตรงข้ามชายแดนไทยตั้งแต่ อ.แม่สอด จ.ตาก-ด้านตรงข้าม จ.กาญจนบุรี

 พ.อ.นะเคามวย จึงถือเป็น "เด็กดี" ของรัฐบาลทหารพม่ามาตลอด นับตั้งแต่กองกำลังกะเหรี่ยง "ดีเคบีเอ" หรือ "กะเหรี่ยงพุทธ" แยกตัวออกมาจากกองกำลังกะเหรี่ยง "เคเอ็นยู" หรือ "กะเหรี่ยงคริสต์" เมื่อปี 2537

 ก่อนหน้านี้ พ.อ.นะเคามวย ถือเป็น "หัวหมู่ทะลวงฟัน" นำกองทัพพม่าเข้ากวาดล้างกะเหรี่ยงเคเอ็นยูที่เป็นคนชาติพันธุ์เดียวกันมาโดยตลอดจนเคเอ็นยูต้องสูญเสียฐานที่มั่นแทบหมดสิ้น และกลายเป็นกำลังกองโจรเล็กๆ ที่แทบไม่มีความน่าเกรงขามเหลืออยู่เลย

 บำเหน็จรางวัลที่เขาได้รับคือ การได้รับผลประโยชน์จากการเก็บค่าธรรมเนียมสินค้า ตลอดจนอำนาจในการควบคุมสั่งการกองกำลัง โดยได้รับอิสระจากพม่าพอสมควร

 แต่เงื่อนปมที่ทำให้เขาเริ่มตั้งข้อสงสัยใน "ความจริงใจ" ของทางการพม่า คือ การ "ผิดสัญญา" หลายข้อ เช่น เดิมให้สัญญาว่าหลังจากการแต่งตั้งให้เป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (บีจีเอฟ) แล้วจะไม่ปลดอาวุธ แต่ตอนหลังกลับแจ้งว่า จะมีการสั่งปลดอาวุธดีเคบีเอ

 ที่สำคัญคือ การจัดเก็บผลประโยชน์การค้าชายแดนในรูปแบบต่างๆ จะถูกพม่าเรียกคืนด้วย ทำให้ความอดทนของ พ.อ.นะเคามวย เริ่มหมดลง

 การติดต่อแบบลับๆ ระหว่าง "ดีเคบีเอ" กับ "เคเอ็นยู" จึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง หลังจากตั้งตนเป็นปรปักษ์กันเองมานานถึง 16 ปี แต่เมื่อค้นพบว่าจะมีใครที่จะมีความจริงใจต่อพวกเขาเท่าคนเผ่าพันธุ์เดียวกันเอง

 กะเหรี่ยงทั้ง 2 กลุ่มจึงกลับมาผนึกกำลังกันอีกครั้ง โดยมีชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นๆ เช่น ไทยใหญ่ ว้า คะฉิ่น มอญ ฯลฯ เข้ามาร่วมวงด้วย โดยมีการให้สัญญาว่า หากกลุ่มใดถูกโจมตี กลุ่มอื่นๆ ที่เหลือก็จะเข้าไปช่วยทันที

 ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมวิเคราะห์ว่า รูปแบบการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อยคงทำได้เพียงการรบแบบ "กองโจร" หรือ "การก่อการร้าย" ด้วยการก่อวินาศกรรมในเมืองใหญ่ของพม่าไล่ตั้งแต่เมืองตามแนวชายแดน ลึกไปถึงกรุงย่างกุ้ง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของพม่า

 "บอกไม่ได้ว่า การสู้รบครั้งนี้จะยืดเยื้อแค่ไหน แต่บอกได้ว่า ทุกวันนี้ศักยภาพของกองทัพพม่าเข้มแข็งมาก เพราะได้รับการสนับสนุนอาวุธจากจีน ซึ่งการตอบโต้ของชนกลุ่มน้อยคงทำแบบกองโจร หรือก่อวินาศกรรม ซึ่งเขาได้วางสายไว้หมดแล้ว"

 ส่วนผลกระทบที่จะเกิดกับไทยนั้นมีแน่ๆ 3 ประการ คือ 1.ผู้อพยพหนีภัยสงคราม ซึ่งหากพม่ากวาดล้างชนกลุ่มน้อยอย่างรุนแรง จำนวนผู้อพยพก็จะมากขึ้นตามไปด้วย 2.ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการปิดด่านชายแดน 3.อาวุธหนักที่จะข้ามมาตกที่ฝั่งไทย

 สำหรับนโยบายของไทย เขามองว่า เราคงไม่สามารถพูดได้เพียงว่า เป็น "เรื่องภายใน" ของพม่าเพียงอย่างเดียว เพราะหากพม่าเข่นฆ่าชนกลุ่มน้อยอย่างโหดร้ายทารุณก็จะเข้าข่าย "อาชญากรสงคราม" ซึ่งไทยต้องจับตาดูท่าทีสหรัฐอเมริกา และสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ด้วย

 ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในกระทรวงการต่างประเทศ ประเมินผลกระทบจากศึกพม่าปะทะกะเหรี่ยง โดยในระยะสั้น การปะทะที่ด่านแม่สอดก็กระทบต่อการค้าชายแดนไทย-พม่า ซึ่งสร้างความเดือดร้อนต่อทั้งผู้ประกอบการ และประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง

 แต่จุดที่น่าจะกระทบหนักสุดน่าจะเป็น "ด่านพระเจดีย์สามองค์" จ.กาญจนบุรี เพราะมีชนกลุ่มน้อยผนึกกำลังกันถึง 3 กลุ่ม คือ 1.กะเหรี่ยงพุทธ 2.กะเหรี่ยงคริสต์ และ 3.กลุ่มมอญที่ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ ซึ่งคงเกิดการปะทะกับกองทัพพม่ารุนแรงที่สุด

 ส่วนผลกระทบในระยะกลาง คือ "โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ" ในพื้นที่ อ.แม่สอด และ จ.เมียวดี ซึ่งหากรัฐบาลพม่าไม่สามารถคุมสถานการณ์ได้ แนวคิดดังกล่าวคงเกิดขึ้นยาก

 สำหรับผลกระทบในระยะยาว คือ โครงการความร่วมมือขนาดใหญ่ เช่น "ท่าเรือน้ำลึกทวาย" และ "โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ" ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่การสู้รบมาก

 หากพม่าควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่จะทำให้ฝ่ายไทยเดินหน้าก่อสร้างโครงการได้ยากลำบาก และเสี่ยงอันตรายสูง โดยเฉพาะโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายที่ไทยทุ่มเงินลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท เพื่อผลักดันให้เป็น "ท่าเรือสากล" ในฝั่งอันดามัน

 นี่คือผลกระทบคร่าวๆ จากศึกพม่าปะทะกะเหรี่ยง และยังมีชนกลุ่มน้อยร่วมจองกฐินพม่าอีกหลายก๊ก ซึ่งนอกจากจะสร้างภาระเต็มๆ ให้ไทยในเรื่องการรับภาระผู้อพยพแล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ การค้าการลงทุนที่เป็นเค้กก้อนใหญ่ทั้งของไทยและพม่านั่นเอง

ทีมข่าวความมั่นคง/นันทิดา พวงทอง