ข่าว

เลือกตั้งลวงโลกกับการสลายกองกำลังชนกลุ่มน้อยพม่า

เลือกตั้งลวงโลกกับการสลายกองกำลังชนกลุ่มน้อยพม่า

10 พ.ย. 2553

เพียงวันเดียวหลังพม่าปิดหีบเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน กระสุนนัดแรกก็ดังขึ้นเมื่อทหารพม่ากว่า 400 คนบุกโจมตีฐานที่มั่นของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู)

หรือกะเหรี่ยงคริสต์ของอดีตนายพลโบเมียะที่เมียวดี ตรงข้ามกับ จ.ตาก ตามด้วยการปะทะระหว่างกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (ดีเคบีเอ) กับทหารพม่าที่พญาตองซู ใกล้กับด่านเจดีย์สามองค์ที่ จ.กาญจนบุรี นับเป็นการโจมตีรุนแรงที่สุดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 อันที่จริง การโจมตีครั้งนี้ ซึ่งเป็นการโจมตีนอกฤดูกาลจากปกติที่มักจะมีการสู้รบกันในช่วงหน้าแล้งราวเดือนมีนาคมหรือเมษายน ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่ประการใด หลายเดือนก่อนหน้านี้ กองกำลังชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มได้เตรียมพร้อมจะรับมือกับการโจมตีครั้งใหญ่แล้ว อย่างเช่นกลุ่มโกก้างและกองทัพว้า ซึ่งได้แอบเพาะขุมกำลังนักรบหน้าใหม่หลายพันคนที่ผ่านการฝึกอาวุธอย่างจริงจัง พร้อมจะปกป้องพี่น้องร่วมเผ่าและเพื่อรักษาอุดมการณ์สูงสุดของชนกลุ่มน้อยกลุ่มนั้นไว้

 อันที่จริง สัญญาณเตือนล่วงหน้ามีขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว เมื่อรัฐบาลซึ่งประกาศ "นโยบายหนึ่งประเทศหนึ่งกองทัพ" ยืนกรานว่ากองกำลังของชนกลุ่มน้อยอย่างน้อย 8 กลุ่มที่ได้สวามิภักดิ์ต่อรัฐบาลมาเนิ่นนาน อย่างเช่นกลุ่มดีเคบีเอจะต้องวางอาวุธและแปลงสภาพเป็นกองกำลังรักษาชายแดนขึ้นตรงกับกองทัพพม่า รวมทั้งให้ปีกการเมืองของกองกำลังนั้นจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง แล้วส่งผู้สมัครลงสมัครเลือกตั้งด้วย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย

 พร้อมกันนี้ ก็ยังขู่ว่าหลังจากผู้นำกองทัพได้สลัดเครื่องแบบทหารมาสวมโสร่งในฐานะผู้นำพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ก็พร้อมจะคว่ำโต๊ะเจรจาลวงโลกและล้มแผนปรองดองแห่งชาติ หันไปเดินหน้านโยบายปราบปรามชนกลุ่มน้อยอย่างจริงจัง

 ปรากฏว่ากองกำลังกลุ่มเล็กๆ เช่น กลุ่มกะเหรี่ยงพุทธส่วนหนึ่งก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมวางอาวุธและเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังรักษาชายแดน แต่กลุ่มติดอาวุธกลุ่มใหญ่ รวมไปถึงกลุ่มกะเหรี่ยงพุทธอีกกลุ่มหนึ่งราว 1,400 คนกลับแข็งข้อไม่ยอมทำตามคำสั่งนั้น

 เช่นเดียวกับกลุ่มกบฏอื่นๆ อย่างเช่นกองทัพเอกราชคะฉิ่นที่มีกองกำลังราว 7,000 คน  กลุ่มกองทัพสหรัฐว้าที่มีนักรบราว 3 หมื่นคน กองทัพรัฐฉานเหนือที่มีกองกำลังราว 5,000 คน กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยงที่มีนักรบราว 8,000 คนและกองทัพรัฐมอญใหม่ที่มีนักรบแค่ 1,000 คน

 เมื่อถูกท้าทายเช่นนั้น บรรดาขุนทหารของพม่าจึงตอบโต้ด้วยการสั่งห้ามประชาชนในเขตยึดครองของกองกำลังอิสระเหล่านั้นทั้งที่รัฐคะฉิ่น กะเหรี่ยง ว้าและฉานหรือไทยใหญ่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเท่ากับว่ามีประชาชนราว 4 แสนคนถูกตัดสิทธิทางการเมืองโดยปริยาย

 เดวิด แมทธีสัน นักวิจัยอาวุโสของกลุ่มตรวจสอบสิทธิมนุษยชนฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ให้ความเห็นว่าการเลือกตั้งไม่สามารถกำจัดต้นตอของสงครามกลางเมืองได้ ตราบใดที่รัฐบาลกลางไม่ยอมอ่อนข้อให้แก่ชนกลุ่มน้อยบ้าง ทั้งๆ ที่หลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มกะเหรี่ยง คะฉิ่น ฉาน และว้า ได้ยอมลดเป้าหมายลงจากเดิมที่ต้องการแยกตัวเป็นรัฐเอกราชเหลือแค่ขออำนาจปกครองตนเองภายใต้ระบอบสาธารณรัฐของพม่า แต่รัฐบาลก็เมินข้อเสนอเหล่านี้

 แมทธีสันชี้ด้วยว่า การที่กองกำลังชนกลุ่มน้อยถูกบังคับให้สลายกองกำลังและเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพพม่านั้น ไม่เพียงเป็นการปล้นอัตลักษณ์หรือความเป็นตัวตนของชนกลุ่มน้อยแล้ว ยังเท่ากับปล้นอุดมการณ์ทางการเมืองของชนกลุ่มน้อยเหล่านั้นด้วย

 ท้ายสุดการปะทะครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้นตามคาด ซึ่งตอกย้ำถึงความแตกแยกที่ฝังรากลึกในพม่า และการเลือกตั้งลวงโลกว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ได้

โต๊ะข่าวต่างประเทศ