
ผวาคนจองทิ้งเงินดาวน์คอนโดเอกชนจี้ทบทวนปรับวงเงินกู้ต่อหลักประกันใหม่
สมาคมคอนโดผวาปรับวงเงินกู้ต่อหลักทรัพย์ค้ำประกันใหม่ ป่วนคนจองทิ้งเงินดาวน์เพราะกลัวแบงก์ไม่ปล่อย ชี้ผู้ประกอบการอ่วมแน่ เผยเข้าพบ ธปท.โชว์ข้อมูลยันตลาดไม่มีสัญญาณฟองสบู่ มองควรปล่อยตามกลไก แบงก์ชาติไม่ควรแทรกแซง
นายธำรงค์ ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย (คอนโดมิเนียม) เปิดเผยว่า จากข้อมูลที่สมาคมมีอยู่ยังไม่พบสัญญาณใดๆ ที่บ่งบอกว่าตลาดคอนโดมิเนียมมีภาวะฟองสบู่เกิดขึ้น โดยการเข้าพบกับผู้บริหารฝ่ายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ สมาคมจะนำข้อมูลเกี่ยวกับตลาดคอนโดเข้าหารือด้วย และจะขอให้คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ทบทวนการปรับวงเงินสินเชื่อต่อมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกันใหม่ เพราะหากมีการปรับจริง อาจทำให้ผู้จองซื้อคอนโดจำนวนมากต้องทิ้งเงินดาวน์ในการจองซื้อได้
"ตรงนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการอย่างรุนแรงด้วย เพราะปัจจุบันมีผู้จองซื้อคอนโดและอยู่ระหว่างการรอโอนนับหมื่นยูนิต ซึ่งหากข้อมูลของ กนส.ไม่ตรงกับความเป็นจริง ก็จะมีการให้ยาผิด" นายธำรงค์กล่าว
ทั้งนี้ จากข้อมูลตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน พบว่า มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่รวม 139 โครงการ คิดเป็น 56,963 ยูนิต ซึ่งถ้าดูเฉพาะในส่วนของจำนวนโครงการนั้น ปัจจุบันถือว่ายังไม่สูงมากนัก และในส่วนของการเก็งกำไรสัดส่วนก็เริ่มลดลงแล้ว โดยข้อมูลเดิมพบว่า คนที่ซื้อคอนโดมิเนียมกว่า 60% ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง ขณะที่อีก 20% ซื้อเพื่อปล่อยเช่า และอีก 20% ซื้อเพื่อเก็งกำไร แต่ในปัจจุบันเชื่อว่าคนที่ซื้อเพื่อเก็งกำไรมีเพียง 10% เท่านั้น เพราะบางคนซื้อแล้วไม่สามารถขายทำกำไรได้ เนื่องจากโครงการใหม่ที่ออกมามีราคาขายที่ใกล้เคียงกันหมด คนจึงนิยมซื้อคอนโดใหม่กัน ทำให้คนที่ซื้อเพื่อเก็งกำไรไม่สามารถขายทำกำไรได้
นายธำรงค์กล่าวถึงกรณีที่มีการอ้างถึงข้อมูลของ บริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) ว่า คอนโดมิเนียมราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทมีแนวโน้มจะล้นตลาดในปีหน้า 20-25% ว่ามีความเป็นไปได้ แต่ก็ไม่น่าจะทำให้ผู้ประกอบการขาดทุนได้ เพราะกำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ของผู้ประกอบการส่วนใหญ่เฉลี่ยที่ 25-30% ดังนั้น ถ้าจะกระทบก็คงกระทบในเรื่องของขาดทุนกำไรเท่านั้น และตรงนี้ก็จะเป็นตัวที่ทำให้ความต้องการและปริมาณสินค้าในตลาดปรับสมดุลในตัวเองด้วย
อย่างไรก็ตาม ปกติแล้วคอนโดจะมียอดเหลือจากการจอง 10-15% ถ้าจะเพิ่มเป็น 20-25% ก็ไม่ถึงกับกระทบผู้ประกอบการ เพราะสินทรัพย์ก็จะกลายมาเป็นในรูปของห้องว่างที่เหลือมากขึ้นจากการขาย กำไรอาจลดลงไปบ้างเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการชะลอการออกโครงการใหม่ไปเอง เท่ากับเป็นการปรับในเรื่องของดีมานด์-ซัพพลายไปในตัวด้วย ดังนั้น จึงไม่อยากให้ ธปท.เข้ามาแทรกแซงมากเกินไป



