
กรอ.สั่งหาช่องลดเงินกองทุนอ้อยฯพร้อมผ่าโครงสร้างอุตฯ-หวังกดราคาขายน้ำตาล
ที่ประชุม กรอ.สั่ง สศช.ศึกษาโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย พร้อมหาแนวทางลดการเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยฯ หลังใช้หนี้หมดในเดือนกุมภาพันธ์ หวังช่วยลดราคาน้ำตาลทรายขายปลีก
นายธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาลและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปศึกษาโครงสร้างของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย รวมทั้งแนวทางลดอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ให้เสร็จสิ้นภายใน 2-3 เดือน
ทั้งนี้เนื่องจากเห็นว่ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายจะใช้หนี้เสร็จสิ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 จึงมีแนวคิดที่จะลดการส่งเงินเข้ากองทุน ซึ่งจะส่งผลให้สามารถลดราคาน้ำตาลทรายขายปลีกลงได้ และขณะนี้มีการจัดทำวิธีคิดขึ้นมาหลายสมมติฐานว่าการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลลดลง 1-4 บาทจะมีผลอย่างไร
นอกจากนี้ ในการประชุม กรอ.มีข้อเสนอจากภาคเอกชนขอให้รัฐบาลปรับลดค่าอนุรักษ์น้ำบาดาลในเขตกรุงเทพฯ จากปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ 8.50 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ลงมาเหลือ 4.50 บาทต่อลูกบาศก์เมตร แต่ที่ประชุมไม่อนุมัติให้ เนื่องจากเห็นว่าตั้งแต่ปรับเพิ่มเงินค่าอนุรักษ์ตั้งแต่ปี 2547 มีผลทำให้ปริมาณการใช้น้ำบาดาลลดลงจากที่ใช้ 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ลงมาเหลือ 239,866 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ในปี 2553 ช่วยลดการทรุดตัวของแผ่นดินในกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้
ด้านแหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า คณะทำงานที่มีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานศึกษาโครงสร้างราคาอ้อยและน้ำตาลทราย มีข้อเสนอด้วยว่าให้ลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายลงกิโลกรัมละ 2.50-3.50 บาท อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะตัดสินใจภายหลังจาก สศช.ทำการศึกษาโครงสร้างใหม่เสร็จสิ้น
ทั้งนี้ผลการศึกษาที่ผ่านมาระบุว่าผลจากการขึ้นราคาน้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 5 บาทที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายของภาคครัวเรือนในปี 2551 เพิ่มขึ้น 2,147 ล้านบาท และระหว่างเดือนมกราคม-กันยายน 2552 เพิ่มขึ้นอีก 2,490 ล้านบาท ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ในปี 2551 ที่ 4,354 ล้านบาท และในเดือนมกราคม-กันยายน 2552 อีก 5,049 ล้านบาท นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่ผลิตขนมมีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น 5.4% เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์และน้ำอัดลมต้นทุนเพิ่มขึ้น 3% และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม ต้นทุนเพิ่มขึ้น 2.5%



