
นาย กับ อาสาฯ
น่าเวทนา ตำรวจไทยนี่น่าเวทนาจริงๆ ผู้กำกับสถานีตำรวจกล่าวย้ำพร้อมแสดงสีหน้าที่ทำให้ทุกคนในที่นั้นรู้สึกร่วมถึงความน่าเวทนาของตำรวจภูธรที่อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางความเจริญ นอกเหนือจากการไม่ได้รับความสนใจไยดี
การไม่ได้รับการสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งถูก “ส่ง” ให้มาทำงานก็ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างที่ควรจะเป็น
"ขี้เกียจ” ชาวบ้านในพื้นที่บอกเล่าถึงพฤติกรรมการทำงานของตำรวจนอกเหนือจากความเห็นพ้องต้องกันว่า “พึ่งไม่ได้” ความคิดเห็นของชาวบ้านที่มีต่อตำรวจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ไม่แตกต่างไปจากความเห็นของ “นาย” ซึ่งเล่าถึงพฤติกรรมการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ อย่างเช่น ในขณะที่ “นาย” กำลังออกตรวจอยู่ตามถนนต่างๆ โดยที่ไม่ได้แจ้งให้ลูกน้องทราบนั้น เสียงรายงานการปฏิบัติงานจากวิทยุสื่อสารดังขึ้นเป็นระยะๆ ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่จราจรอยู่ตามจุดต่างๆ แต่เมื่อ “นาย” ขับรถผ่านในจุดนั้นกลับไร้เงาของตำรวจผู้ปฏิบัติ นายตำรวจหยิบวิทยุพร้อมออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเหลืออดว่า “ออกมาเดี๋ยวนี้ ออกมาอยู่ในจุดที่_งบอกว่าอยู่นั่นแหละ” ปรากฏการณ์เช่นนี้กระมังที่ทำให้ จ่าเฉย กลายเป็นสิ่งจำเป็นในสังคมไทย แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะยอมจำนนและเลือกที่จะใช้หุ่นมาทดแทนเพื่อแก้ปัญหาความขี้เกียจและไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของคนในองค์กรหรือ ?
ผู้นำในองค์กรเคยตั้งข้อสงสัยถึงสาเหตุของพฤติกรรมการไม่ทำงานของคนในองค์กรหรือไม่? เป็นไปได้หรือไม่ว่าพฤติกรรมผู้นำคือสาเหตุหนึ่งที่สำคัญด้วย? ความอ่อนแอของระบบคุณธรรมที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลการปฏิบัติงานหรือความก้าวหน้าในการทำงานเป็นหนึ่งในเหตุผลที่สำคัญของพฤติกรรมไม่ทำงาน ในเมื่อการวิ่งเต้นและการเอาตัวไปใกล้ชิดผู้มีอำนาจนอกวงการตำรวจสามารถทำให้เจริญก้าวหน้ามากกว่าการมุ่งมั่นทำงานเพื่อรับใช้ประชาชน สุดท้ายสถานีตำรวจจึงมีสภาพไม่แตกต่างไปจากสถานีร้างที่มีตำรวจทำงานอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ทางเลือกหนึ่งของทางออกในการแก้ปัญหาด้านบุคลากรที่ผู้กำกับสามารถทำได้คือ “ไปชวนชาวบ้านมาร่วมทำงาน” นายตำรวจเล่าว่า เมื่อได้รับคำสั่งให้มาปฏิบัติงานที่โรงพักนี้ก็เตรียมตัว เตรียมใจแล้วว่าต้องเผชิญกับปัญหานี้อย่างแน่นอน ครั้นจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรมก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากคดีในพื้นที่สูงมาก ในเมื่อพึ่งตำรวจด้วยกันไม่ได้แล้วเลยหันไปหาชาวบ้านที่มีความสนใจในการทำงานร่วมกับตำรวจ หรือที่ชาวบ้านทั่วๆ ไปรู้จักกันดีในนาม อาสาสมัคร “ชวนเขาให้มาดูแลบ้านดูแลเมือง” นายตำรวจเล่าให้ฟังถึงเมื่อวันที่เดินเข้าไปทำความรู้จักชาวบ้านที่มีจิตอาสาและชอบทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“อาสาฯ ทำงานแต่ตำรวจนั่งแล เด็กวัยรุ่นมันไม่เกรง มันรู้ว่านี่ไม่ใช่ตำรวจ ตำรวจน่าจะอยู่กับอาสาฯ ด้วย” ถึงแม้ว่าอาสาฯ จะมีข้อจำกัดทางกฎหมายแต่อย่างน้อยการทำหน้าที่ของอาสาฯ ที่ทดแทนความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของตำรวจก็ยังทำให้ชาวบ้านรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น ชาวบ้านเล่าว่า “ใส่ชุดคล้ายๆ กัน คนทำผิดมันก็ยังพอเกรงบ้าง” พฤติกรรมการทำงานของตำรวจในพื้นที่ที่ไม่สามารถทำตัวเป็นที่พึ่งแก่ประชาชนรวมถึงบุคลิกและการวางตัวของตำรวจบางนายทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งในพื้นที่ก่อร่างความคิดและทัศนคติที่ไม่ดีต่อ “นาย” ซึ่งหมายถึงตำรวจ
ดังคำพูดของชาวบ้านที่ว่า “ไอ้พวกเนี่ยมันก็ถูกเขาหลอกใช้เป็นหมานาย ตำรวจเข้าไม่ถึงประชาชน เขาก็ใช้พวกมันเป็นตัวกัน แต่มีอาสาฯ ก็ยังดีกว่าไม่มีเพราะพวกตำรวจไม่สนใจอะไรเลย” เช่นเดียวกับอาสาฯ ที่เล่าถึงทัศนคติของคนในชุมชนที่มีต่อการปฏิบัติงานของพวกเขา “แรง บางทีก็พูดว่า_งอยากเป็นหมานายเหรอ” ในเมื่อองค์กรตำรวจมีปัญหาอุปสรรคในเรื่องกำลังพลและได้รับความร่วมมืออย่างดีจากประชาชนกลุ่มหนึ่งในสังคมแล้ว ผู้นำสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรที่จะใส่ใจพัฒนาขวัญและกำลังใจของพวกเขาเหล่านั้นบ้าง เพราะหากยังปฏิบัติการในลักษณะของการทิ้งๆ ขว้างๆ เฉกเช่นเดียวกับการทิ้งๆ ขว้างๆ บุคลากรในหน่วยงานของตน ในที่สุดองค์กรตำรวจก็คงมีสภาพไม่แตกต่างจาก “ป่าช้า”



