
จ่อท่วมเมืองคอนรอบ2ผู้ว่าฯเตือนพื้นที่เสี่ยง
หลายพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชน้ำท่วมรอบ 2 หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดเตือนภัยพื้นที่เสี่ยงถล่มซ้ำ ชาวบ้านคีรีวงผวาพบพื้นที่เสี่ยงหลายจุด
(8พ.ย.) ผู้สื่อข่าว จ.นครศรีธรรมราช ได้รายงานข่าวสถานการณ์น้ำท่วมในจ.นครศรีธรรมราชเข้ามาเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2553 ว่า ตลอดทั้งวันของวันนี้ได้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันตลอดทั้งวัน กระจายไปทั่วทั้ง 23 อำเภอของ จ.นครศรีธรรมราชทำให้ระดับน้ำในลำคลองต่างๆใน จ.นครศรีธรรมราชเริ่มมีระดับสูงขึ้นมาอีกครั้งหลังจากระดับน้ำเริ่มลดลงไปเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา
โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เทศบาลนครนครศรีธรรมราช เช่นชุมชนท่าโพธิ์ ชุมชนบ่อทรัพย์ ชุมชนเตาหม้อ รวมทั้งหลายพื้นที่ก็เริ่มจะมีน้ำท่วมสูงขึ้นมาอีก ในระดับที่ระดับน้ำในคลองนครน้อย ช่วงเขื่อนนครน้อย เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ได้เข้าบริหารจัดการน้ำอีกครั้งเพื่อป้องกันน้ำทะลักในตัวเมืองชั้นใน ขณะเดียวกันในอำเภอรอบนอกปริมาณน้ำในลำคลองสายต่างๆเริ่มทะลักเข้าท่วมหลายจุดเช่น อ.พระพรหม อ.ร่อนพิบูลย์ เป็นต้น
นายธีระ มินทราศักดิ์ ผวจ.นครศรีธรรมราช ได้สั่งการให้ทางนายอำเภอในพื้นที่ที่เสี่ยงภัยอาจจะเกิดดินโคลนถล่มได้เนื่องจากมีฝนตกลงมาอย่างหนักประกอบด้วยอำเภอลานสกา , อำเภอนบพิตำ , อำเภอสิชล , อำเภอขนอม , อำเภอฉวาง , อำเภอนบพิตำ , อำเภอร่อนพิบูลย์ , อำเภอพิปูน โดยให้เตรียมพร้อมและรีบอพยพราษฎรที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณเชิงเขารีบอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยโดยเร็วทันทีเนื่องจากพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่เสี่ยงภูเขาอุ้มน้ำไว้เต็มที่ อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ตลอดเวลา
ขณะเดียวกันนายยงยุทธ กระจ่างโลก กำนันตำบลกำโลนหรือที่รู้จักในนามบ้านคีรีวง อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่าขณะนี้ต่างวิตกถึงภาวะดินถล่มฝนได้ตกลงมาอย่างต่อเนื่องในขณะที่จุดเสี่ยงถล่มต่างๆนั้นค่อนข้างมาก รวมทั้งความเสี่ยงที่จะถล่มเพิ่มในจุดเดิม อย่างไรก็ตามชาวบ้านได้จัดทีมเฝ้าระวังไว้คอยเตือนภัยพร้อมแล้ว และทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยหากมีสถานการณ์เกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พย.ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้( 9 พย.) หลังจากเกิดพายุถล่มพื้นที่ อ.ชะอวด ทำให้เสาไฟฟ้าแรงต่ำและแรงสูงในพื้นที่ อ.ชะอวด จำนวนเกือบ 200 ต้นได้ถูกต้นไม้ล้มทับเสียหายเกือบทั้งหมดทั้งอำเภอ ทำให้อำเภอชะอวดมืดมิดติดต่อกันหลายวันจำนวน 20,000 กว่าครัวเรือน ซึ่งนายเสริมศักดิ์ จโนภาส ผจก.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอชะอวด เปิดเผยว่า ทาง กฟภ.ได้ระดมเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าจากต่างพื้นที่และจากการไฟฟ้าเขต 2 ภาคใต้ จำนวนกว่า 100 คนรวมทั้งเครื่องจักรและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆและเสาไฟฟ้าใหม่หมดระดมช่วยเหลือติดตั้งเสาไฟฟ้าใหม่หมดเกือบทั้งอำเภอ เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าต้องทำงานหนักตลอดทั้งวันทั้งคืน จนสามารถทำให้สามารถปลอ่ยกระแสไฟฟ้าให้ชาวอำเภอชะอวดไปได้บางส่วนแล้ว เหลือเพียง 1300 ครัวเรือน ที่ยังไม่สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ ต้องใช้เวลาติดตั้งเสาไฟฟ้าและเดินสายไฟใหม่หมด คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ถึงจะแล้วเสร็จเปิดให้บริการได้ครบทั้งอำเภอชะอวด ขอให้ชาวชะอวดใจเย็นๆทางการไฟฟ้ากำลังเร่งรีบแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 พย. 2553 ที่บริเวณวัดลาวหรือวัดมัชฌิมเขตชลาราม ม. 6 ต.ชะเมา อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช พล.ต.ชาญประดิษฐ์ แสงนิล ผบ.มทบ. 41 เป็นตัวแทนแม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วยนพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มคนหลากสี หรือพลเมืองอาสาสมัครปกป้องแผ่นดิน ได้ร่วมกันนำถุงยังชีพจากกองทัพบกจำนวน 1600 ชุด ไปมอบช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ ต.ชะเมา ซึ่งมีน้ำท่วมหมดทั้งตำบลจำนวน 7 หมู่บ้าน มีผู้เดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมจำนวนมาก สร้างความดีใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างมาก
คชอ.เตือนชาวสุราษฎร์สมุยนครศรีฯฝนตกหนัก
นายวิทเยนทร์ มุตตามระ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย แจ้งว่า เนื่องจากมีปริมาณฝนตกสะสมมาก อาจมีน้ำป่าไหลหลากจากที่ลาดเชิงเขา เข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำในบริเวณท้ายน้ำ บริเวณใกล้ทางน้ำไหล และมีน้ำล้นตลิ่ง ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะสมุย จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอพรมหมคีรี และอำเภอจุฬาภรณ์ จึงขอแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ให้เคลื่อนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และติดตามการแจ้งเตือนภัยจากทางราชการ
ครม.เห็นชอบช่วยชาวสวนยางทุกกลุ่ม
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม.ว่า คณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (คชอ.) ได้รายงานผลการดำเนินงานกับครม.ว่า 1.แผนระบายน้ำท่วมขังในลุ่มน้ำเจ้าพระยา พร้อมมาตรการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 2.การแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในเทศบาลนครเมืองหาดใหญ่ โดยมีกรมควบคุมมลพิษเป็นผู้รายงาน ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการเป็นพิเศษว่า อยากให้กองทัพ และหน่วยงานในสังกัดเข้ามาให้ความช่วยเหลือเนื่องจากมีความพร้อมด้านอุปกรณ์และเครื่องมือ
นายวัชระ กล่าวอีกว่า สำหรับการแก้ไขป้องกันภัย คชอ.เสนอให้การแก้ไขป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ประสบภัยเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งทางครม.ได้เห็นชอบแผนฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย ทั้งนี้ทางคชอ.ได้รายงานถึงการขอความร่วมมือจังหวัดต่างๆ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นแม่งานหลักในการฟื้นฟู โดยเริ่มใน 7 จังหวัดได้แก่ จ.ราชบุรี ลพบุรี ปราจีนบุรี ชัยภูมิ และนครสวรรค์ ในการจัดทำแผนฟื้นฟู ทั้งนี้ให้มีการตั้งคณะกรรมการโดยมีสัดส่วนดังนี้ 1.ภาคประชาสังคม 2.องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 3.หน่วยงานราชการ และ 4.องค์กรภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมในแต่ละจังหวัดเข้าให้ความช่วยเหลือด้านการฟื้นฟู ซึ่งที่ประชุมครม.เห็นชอบ 3 จังหวัดในเบื้องต้น คือ จ.นครสวรรค์ จ.ลพบุรี และจ. สระบุรี
นายวัชระ กล่าวว่า นอกจากนี้ คชอ.มีแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่มีอาชีพทำสวนยางพารา ซึ่งจากการสรุปความเสียหายเบื้องต้น วันที่ 8 พ.ย. พบว่า มีสวนยางพาราเสียหายจำนวน 54,0814 ไร่ ประสบอุทกภัยจำนวน 461,520 ไร่ และประสบวาตภัยจำนวน 50,038 ไร่ ซึ่งครม.อนุมัติเห็นชอบให้ช่วยเหลือประชาชนที่ปลูกยางพาราดังนี้ 1.อนุมัติช่วยเหลือประชาชนผู้ปลูกยางพาราทุกกลุ่มโดยเท่าเทียมกันไม่ว่าจะอยู่ในกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง หรือไม่ 2.ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศึกษารายละเอียดก่อนเสนอครม. ในการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาเนื่องจากต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและตรงต่อข้อเท็จจริงเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด 3. กรณีต้นยางล้ม จากเหตุวาตภัยนั้น ครม.ขอให้ คชอ. และสภาอุตสาหกรรม หาแนวทางพิจารณาราคารับซื้อไม้ยางพารา
นายวัชระ กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรี กำชับให้ทุกหน่วยงานโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ ศึกษาอย่างรอบคอบก่อนเข้าครม. นอกจากนี้ครม.ยังได้อนุมัติเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยรายละ 5,000 บาท ต่อครัวเรือน โดยให้ขยายผลการช่วยเหลือสู่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ด้วย ทั้งนี้การช่วยเหลืออุปกรณ์ประกอบอาชีพประมง ทางกระทรวงเกษตรฯใช้หลักการเดียวกับผู้ประสบภัยสึนามิ ส่วนรายละเอียดจะปรับให้ตามข้อเท็จจริงมากที่สุด นอกจากนี้คชอ. ได้เบิกงบประมาณในการจัดซื้อเรือท้องแบนเพิ่มเติม
นายวัชระ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้สอบถามถึงกรณีเงินเหลือจ่าย หรือ เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี ประจำปี 2552-2553 ซึ่งทางสำนักงบประมาณได้เสนอข้อมูลวงเงินคงเหลือจ่าย หรือเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี 2552 จำนวนเงิน 29,085 ล้านบาท ในปี 2553 เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี จำนวน 29,601 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 58,686 ล้านบาท ซึ่งหักเป็นเงินเบิกจ่ายโบนัสข้าราชการรายปี 5,500 ล้านบาท สรุปจะมียอดเงินคงเหลือ 53,186 ล้านบาท โดยนายกฯ ระบุว่า ขอให้ทางสำนักงบประมาณนำมาใช้เป็นเงินช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยและวาตภัยทั่วประเทศ
นายวัชระ กล่าวอีกว่า ทางสำนักงบประมาณได้ให้หลักเกณฑ์เงินดังกล่าวสำหรับการใช้เงินที่ไม่มีสัญญาคือ 1.เงินที่อยู่ในราชการไม่มีข้อผูกพันสัญญา 2.ไม่อยู่ในโครงการจำเป็นเร่งด่วน หรือสามารถชะลอโครงการได้ 3.อยู่ในรายการก่อหนี้ผูกพัน แต่ผลดำเนินการล่าช้าไม่เป็นไปตามสัญญากำหนด ซึ่งสำนักงบประมาณได้ชี้แจงกับครม.ว่า มีงบประมาณบางรายการไม่สามารถนำมาใช้ได้ในวงเงิน 53,186 ล้านบาท ได้แก่ งบผูกพันรัฐบาล องค์การต่างประเทศ และรายการจำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาล ถ้าไม่ดำเนินการจะมีผลร้ายแรง ทั้งนี้ทางสำนักงบประมาณได้ขอให้รัฐวิสาหกิจ กันงบเบิกเหลื่อมรายปี รวบรวมส่งสำนักงบประมาณภายใน 15 วัน เพื่อนำมารวบรวมก่อนเสนอให้ที่ประชุมครม.เห็นชอบอีกครั้งในสัปดาห์หน้า
นายวัชระ กล่าวว่า สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้กำหนดไว้ให้ช่วยเหลือครอบครัวละ 5 พันบาท นอกจากนี้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะประธานคชอ. ได้รายงานในที่ประชุมครม.ว่า จากการเกิดอุทกภัยและวาตภัยขึ้นทำให้ประชาชนผู้มีบุตรหลานที่เล่าเรียนในระดับอุดมศึกษา ไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการส่งเสียค่าเล่าเรียนนั้น นายกฯ ได้กำชับให้กระทรวงการคลังและกระทรวงศึกษาธิการหาแนวทางช่วยเหลือ ส่วนมาตรการทางภาษีในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยนั้น บุคคลและนิติบุคคล ที่ให้เงินสนับสนุน ทางกระทรวงการคลังมีมาตรการทางภาษีช่วยเหลือ ซึ่งสามารถเข้าไปดาวน์โหลดในเว็ปไซต์ของกระทรวงการคลังได้
มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม
เมื่อเวลา 17.00 น.นายวิสุทธิ์ นิรัตติวงศกรณ์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 2 และเขต 18 ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี เพื่อนำเงินจำนวน 5 หมื่นบาท ไปมอบให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย ที่บ้านเลขที่ 56 หมูที่ 4 ตำบลบ่อยาง อำเภอสว่างอารมณ์ โดยได้นำเช็คจำนวน 50,000 บาท มอบให้แก่นายสมพร สว่างชัยวิวัฒน์ ซึ่งเป็นทายาท ของนางจำรัส สว่างชัยวิวัฒน์ อายุ 72 ผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2553 ที่ผ่าน
จากนั้น ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 2 และเขต 18 ได้เดินทางต่อไปยังเขตพื้นที่ตำบลเกาะเทโพ อำเภอเมือง เป็นตัวแทน นายสาธิต วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำนักนายกรัฐมนตรี ประธาน คณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(คชอ.) นำถุงยังชีพ และเครื่องนุ่งห่ม จำนวน 200 ชุด ไปมอบให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย



