
ทหารพม่าปะทะเดือดกะเหรี่ยงรอบ2
ชายแดนกาญจน์ระอุปะทะหนักกระสุนปืนค.60 เข้าไทย 1 ลูก ผู้อพ ยพหันหน้ากลับไทยอีกครั้ง ชาวพม่าเจ็บ 10 คน ปณิธาน เผย ไทยพร้อมดูแลชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยงลี้ภัยสงคราม ส่วนคนไทยอพยพไปอยู่ที่ปลอดภัยแล้ว เชื่อสถานการณ์สู้รบจะทอดยาวไปอีกระยะ
(9พ.ย.) เวลา 12.30 น. นายณฐพลษ์ วิเชียรเพริศ ผวจ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่ชายแดนตรงข้ามด่านเจดีย์สามองค์ เริ่มระอุขึ้นมาอีก เมื่อเวลาประมาณ 10 . 30 น. การสู้รบในฝั่งพม่าเขตพญาตองซูได้เกิดการปะทะโดยมีการใช้อาวุธหนักปืน ค.60 ยิงใส่กันด้วย โดยกระสุนโดนต้นยูคาลิปตัสในโรงแรมทีพาร์โกด้า หมู่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ได้รับความเสียหาย แต่ไม่ทำอันตรายแก่ประชาชน
ในส่วนผลกระทบจากการสู้รบมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 รายเข้าในเขตแดนไทย จึงช่วยเหลือนำส่ง รพ.สังขละบุรี เพื่อรักษาพยาบาลต่อไป โดยผู้บาดเจ็บที่เข้ามาขอรับการช่วยเหลือที่ถูกนำส่ง รพ.สังขละบุรี คือ นางบุญวา (ไม่มีนามสกุล) ชาวพม่า อายุ 21 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเล็กยาวเข้าที่บริเวณกลางหลัง แพทย์ได้ทำการช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน
จากเหตุสู้รบที่มีการปะทะกันในครั้งนี้ ทำให้ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากภัยสงครามที่ช่วงเช้าวันนี้กลับออกไปขณะนี้ชาวพม่านับ1,000 คนได้อพยพกลับเข้ามาในฝั่งประเทศอีกครั้ง คาดว่าคงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในเบื้องต้นได้เตรียมสถานที่ไว้รองรับแล้ว ส่วนสถานการณ์การสู้รบคาดว่าน่าจะมีการปะทะยืดเยื้อ และในส่วนการเตรียมความพร้อมของไทย โดยทางพล.ต.ตะวัน เรืองศรี ผบ.พล.ร.9 ในฐานะ ผบ.กกล.สุรสีห์ ที่ดูแลด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนในส่วนนี้ได้อยู่ในพื้นที่บัญชาการจัดวางกำลังทหาร ตชด. ทหารพราน และ อส. อย่างเต็มพิกัด เพื่อรองรับสถานการณ์ในทุกด้านอย่างรัดกุม ซึ่งทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ระดมเจ้าหน้าที่และกำลังเพื่อรอรับการอพยพของผู้หลบหนีเข้าเมืองจากภัยสงครามในครั้งนี้ตามหลักมนุษยชนที่เหมาะสม
มีรายงานข่าวว่า เวลา 11.45 น.วันนี้( 9 พ.ย.) นางบุญวา ที่รักษาตัวอยู่ที่ รพ.สังขละบุรีแล้ว เวลา 11.40 น. เจ้าหน้าที่พยาบาลได้นำตัวนางคอมุย (ไม่มีนามสกุล) อายุ 46 ปี ชาวพม่า ที่ได้รับบาดเจ็บจากการโดนสะเก็ดกระสุนปืน ค.60 ที่ลงที่ทีพาโกด้า ได้รับบาดเจ็บที่ขา มารับการรักษาที่ รพ.สังขละบุรี ส่วนใกล้ชายแดนมีผู้บาดเจ็บที่เดินทางขอเข้ารับการช่วยเหลือ 10 ราย มีทั้งชาวบ้านผู้หญิงและพระสงฆ์ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากการปะทะในเขตพญาตองซู ประเทศพม่าในครั้งนี้
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ทหารพม่าได้ปะทะกับทหารกะเหรี่ยงดีเคบีเอ.ฝ่ายของ พ.อ.นะเคามวย ผู้บัญชาการทหารกะเหรี่ยงดีเคบีเอ. ในพื้นที่จังหวัดเมียวดี ตรงข้ามตำบลท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งล่าสุดชนกลุ่มน้อยได้ลี้ภัยเข้ามาในฝั่งไทยว่า ขณะนี้ตัวเลขผู้อพยพเกือบ 20,000 คน ที่ตำบลท่าอาจและตำบลวังตะเคียน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้อพยพผู้คนเหล่านี้ไปอยู่ในการดูแลของตำรวจตะเวนชายแดน และขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลในด้านมนุษยธรรมเข้าไปดูแลอยู่ โดยหลักของเราจะควบคุมดูแลผู้ที่หลบหนีเข้ามาตามหลักมนุษยธรรม และดูสถานการณ์ซึ่งในตอนนี้ยังไม่คลี่คลายนัก
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า เข้าใจว่ากองกำลังของชนกลุ่มน้อย ได้เข้าไปยึดพื้นที่ไว้ และขณะนี้มีการระดมกองกำลังของพม่า ที่จะเข้าไปคืนพื้นที่ เราก็คงจะต้องดูสถานการณ์ไปก่อน ให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่บริเวณชายแดนเฝ้าระวังเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะตามแนวชายแดนที่อาจจะมีการสู้รบกัน ส่วนที่ จ.กาญจนบุรี ผู้อพยพได้เดินทางกลับไปบางส่วนแล้วสถานการณ์กำลังคลี่คลายลง
ผู้สื่อข่าวถามว่า การดูแลผู้อพยพนับหมื่นคนจะมีปัญหาในเรื่องอาหาร และสาธารณูปโภคต่างๆหรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายฝ่ายเข้าไปดูแล ทางทหารก็เข้าไปจัดการในพื้นที่ตั้งแต่เริ่มต้น ในช่วงแรกอาจจะติดขัดบ้างเล็กน้อยแต่คาดว่าทหารไม่มีปัญหา ในส่วนของที่พักพิงอาจจะมีปัญหาบ้างแต่ก็มีการกระจายกันอยู่ บางแห่งมี 3,000-4,000 คน บางแห่ง 4,000-5,000 คน น่าจะดูแลได้ สำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ถือว่าไม่ปลอดภัยในบางพื้นที่ เราได้ให้ราษฎรบางส่วนหลบออกมาจากพื้นที่ที่คาดว่าจะมีการสู้รบกันอีก
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีผู้อพยพเข้ามาในไทยมาก จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้มีคนตกค้าง โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า เรื่องแรกก็คือการช่วยเหลือให้เขาหลุดพ้นจากความเดือดร้อน มีบาดเจ็บบ้าง ก็จะมีการดูแลในเรื่องของสุขอนามัย ส่วนระเบียบการตรวจคนเข้าเมืองนั้นมีอยู่แล้วไม่มีปัญหาอะไร หลังจากสถานการณ์คลี่คลายก็คงไม่มีปัญหาอะไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะสามารถอพยพคนเหล่านี้ออกได้ประมาณกี่วัน นายปณิธาน กล่าวว่า ขณะนี้คงต้องดูสถานการณ์การสู้รบเป็นหลัก เข้าใจว่าจะมีการสู้รบอย่างต่อเนื่องไปสักพักหนึ่ง หากมีการระดมกำลังเข้าไปยึดพื้นที่ ก็ต้องเปิดพื้นที่คืนมา และดูความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งในเบื้องต้นประชาชนคนไทย ได้อยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยการเดินทางเข้าออกก็จะต้องควบคุมมากยิ่งขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า ไทยจำเป็นที่จะต้องให้องค์กรนานาชาติเข้ามาช่วยเหลือ ในการควบคุมสถานการณ์หรือไม่ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า เราจะดูแลของเราเป็นหลัก แต่เราก็มีการทำงานร่วมกับองค์กรสากลอยู่แล้ว



