
สิทธิมนุษยชนทางออกของการสร้างสันติภาพและความมั่นคงแก่โลก
สิทธิมนุษยชน เป็นคำที่ได้รับการกล่าวถึงในสังคมวงกว้าง และเป็นวาระที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ จากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights หรือ UDHR) ซึ่งเป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการร่วมมือระหว่างประเทศ
ที่มีความสำคัญในการวางกรอบเบื้องต้นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และเป็นเอกสารหลักด้านสิทธิมนุษยชนฉบับแรก ซึ่งที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ให้การรับรองตามข้อมติที่ 217 A (III) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2491 โดยประเทศไทยออกเสียงสนับสนุน
ความหมายของสิทธิมนุษยชนนั้น ครอบคลุมถึง สิทธิในชีวิต ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้และได้รับการคุ้มครองให้ปลอดภัย ได้รับการตอบสนองตามความต้องการขั้นพื้นฐานของชีวิต ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย ทุกชีวิตล้วนมีคุณค่าด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นทุกคนควรปฏิบัติต่อบุคคลด้อยโอกาส ให้ความสำคัญ ให้โอกาสและให้ความช่วยเหลือตามสมควร เพื่อให้ทุกชีวิตมีความเท่าเทียมกันมากที่สุด สิทธิในการดำเนินชีวิตและพัฒนาตนเองตามแนวทางที่ถูกต้อง คนในสังคมต้องให้โอกาสกับคนที่เคยกระทำไม่ถูกต้อง ให้โอกาสคนเหล่านี้ได้รับการอบรมแก้ไขและพัฒนาตนเองใหม่ ให้สามารถมีชีวิตที่ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น และ สิทธิในการยอมรับนับถือ ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีและคุณค่าของชีวิตด้วยความเท่าเทียมกัน
แต่ในโลกปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า หลายประเทศในโลกกลับขาดสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่ในระดับขั้นพื้นฐาน คือสิทธิขั้นพื้นฐานของการดำรงชีวิต และความมั่นคงในชีวิต ทรัพย์สิน รวมไปถึงการเข้าถึงแหล่งอาหาร นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องสันติภาพที่ถกเถียงกันทั้งในระดับประเทศและในระดับโลก ดังจะเห็นได้จากสงครามต่างๆ ระหว่างประเทศ ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ที่ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านอาชญากรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย และสังคมเสื่อม ปัญหาในด้านความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
ในพุทธศาสนานั้น กล่าวถึงมัจฉริยะ หรือความหวงแหนคับแคบ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) อธิบายมัจฉริยะไว้ในหนังสือมองสันติภาพโลกผ่านภูมิหลังอารยธรรมโลกาภิวัตน์ ไว้ดังนี้
...มัจฉริยะ คือความใจแคบหวงแหนกีดกัน 5 ประการ...มัจฉริยะ 5 ประการนี้ จะเป็นตัวตัดสินการพัฒนามนุษย์และการแก้ปัญหาความขัดแย้งแบ่งแยกในหมู่มนุษย์ว่าจะสำเร็จหรือไม่
มัจฉริยะ 5 ที่ใช้เป็นเกณฑ์วัดการพัฒนามนุษย์ในแง่นี้คือ
1.ความหวงกั้นถิ่นอาศัย คือหวงแหนกีดกันในเรื่องที่อยู่อาศัย ประเทศ ท้องถิ่น ดินแดน (อาวาสมัจฉริยะ)
2.ความหวงกั้นกลุ่มพวก คือหวงแหนกีดกั้นกันในเรื่องพรรคพวก พงศ์เผ่า เหล่ากอ ชาติพันธุ์ การแบ่งแยกพวกหมู่เป็นกลุ่มผิว กลุ่มเผ่า กลุ่มลัทธิศาสนาต่าง (กุลมัจฉริยะ)
3.ความหวงกั้นลาภผล คือหวงแหนกีดกั้นกันในเรื่องลาภ ทรัพย์สมบัติ และผลประโยชน์ (ลาภมัจฉริยะ)
4.ความหวงกั้นชั้นวรรณะ คือหวงแหนความดีไม่อยากให้คนอื่นมีเทียมตนหรือได้ดีเท่าตน (วรรณมัจฉริยะ)
5.ความหวงแหนกีดกั้นกันในเรื่องของวิทยาการ ความรู้ คุณพิเศษ วุฒิ ความดีงาม ความก้าวหน้าในทางภูมิธรรมภูมิปัญญา และความสำเร็จในการสร้างสรรค์ (ธรรมมัจฉริยะ)
ทั้งนี้ การเอาชนะมัจฉริยะต่างๆ ได้นั้น ในทางพุทธศาสนาได้แนะวิธีการใช้พรหมวิหารธรรม 4 ประการด้วยกัน ได้แก่
1.เมตตา เป็นความรักที่มาจากใจจริง ปรารถนาดีต่อผู้อื่นทั้งคนและสัตว์ อยากให้เขามีความสุข คือไม่สร้างความเดือดร้อนต่อตนเองและครอบครัว หรือคนอื่นๆ
2.กรุณา คือความสงสาร คอยช่วยเหลือสงเคราะห์ตามกำลัง ต่างคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน จะอยู่ในที่แห่งใดก็มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข
3.มุทิตา มีจิตอ่อนโยน ไม่คิดอิจฉาริษยากัน เห็นอกเห็นใจกัน ยินดีเมื่อบุคคลอื่นได้ดี
4.อุเบกขา คือการวางเฉย
(แทน)



