ข่าว

ว่าด้วยการกระชับพื้นที่ ที่(ทางเท้า)สยามสแควร์

ว่าด้วยการกระชับพื้นที่ ที่(ทางเท้า)สยามสแควร์

09 พ.ย. 2553

เรื่องราวของการ "ขอพื้นที่คืน" ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจากบรรดาหาบเร่แผงลอยในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านนี้มีความน่าสนใจอยู่หลายประการ

 หนึ่งคือ นายสวัสดิ์ ปฐมมงคลกุล ผู้จัดการศูนย์การค้าสยามสแควร์ กล่าวว่า จากการรังวัดที่ดินใหม่ช่วงปีที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่ทางเท้ารวมไปถึงช่องทางการจราจรซ้ายสุดบนถนนพระราม 1 เป็นพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้งสิ้น และทางมหาวิทยาลัยมีนโยบายจัดระเบียบทางเท้าไว้เฉพาะเป็นทางสัญจรของคนทั่วไปเท่านั้น (มติชนออนไลน์ 29 ต.ค.53)

 นอกจากนี้ยังมีการตีพิมพ์รายงานวิจัยโครงการการศึกษาผลกระทบของแผงลอย และรถเข็นรอบสยามสแควร์ที่มีผลต่อสังคม (แต่ในรายงานข่าวของมติชนออนไลน์เมื่อ 21 ก.ย.53 ไม่ได้มีการพูดอย่างชัดเจนว่าใครผู้วิจัย รายงานข่าวทำให้เชื่อไปได้ว่าเป็นคณะวิจัยของจุฬาฯ เอง) ได้ทำการสำรวจทัศนคติและความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทราบถึงผลกระทบของแผงลอย และรถเข็นรอบสยามสแควร์ โดยพบว่าในจำนวนของผู้ตอบแบบสอบถามนั้นไม่เห็นด้วยว่าร้านค้า-หาบเร่แผงลอยบริเวณโดยรอบสยามสแควร์มีสถานที่ตั้งที่เหมาะสมถึง 83.2% และเห็นว่าส่งผลกระทบต่อการเดินเข้าร้านของธุรกิจและร้านค้ารายย่อยในสยามสแควร์ 84.4% ทั้งยังเห็นว่าส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสถานที่ในเรื่องความสะอาดถึง 95.8% รวมทั้งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสารรถประจำทางซึ่งต้องยืนรอบริเวณผิวจราจร 95.8% และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้สัญจรบนทางเท้าเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ 86.3%

 สอง ในมุมของผู้ค้านั้น มีประเด็นอยู่สองประเด็นคือ การอ้างอิงว่าค่าปรับที่เขาได้รับจากเทศกิจนั้นถือเป็นการยืนยันสิทธิสองประการ ได้แก่ การยอมรับว่าผู้ปรับคือเจ้าของพื้นที่ (หมายถึง กทม. ไม่ใช่จุฬาฯ) และการมีหลักฐานการปรับและการปรับอย่างต่อเนื่องเป็นรายเดือน แสดงว่ามีการยอมรับว่าผู้ถูกปรับย่อมมีสิทธิในการขาย เพราะเมื่อปรับเสร็จก็ให้ขาย อีกทั้งที่ผ่านมาการปรับปรุงทางเท้าก็ใช้งบของ กทม. (มติชนออนไลน์ 29 ต.ค.53) ส่วนประเด็นที่สองก็คือ ความเดือดร้อนของผู้ขาย และการเรียกร้องขอความเห็นใจจากเจ้าของพื้นที่ เพราะไม่ได้ขายมาหลายวัน (มติชนออนไลน์ 6 พ.ย.53)

 ถ้านำเอาเรื่องกรณีการกระชับพื้นที่นี้มามองในภาพรวมของการพัฒนาเมือง เรื่องนี้มีลักษณะที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเรื่องของหาบเร่แผงลอยนั้นเป็นของที่อยู่คู่กับเมืองในประเทศกำลังพัฒนามานานแล้ว แถมยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจเมือง กล่าวคือในทางหนึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผิดระเบียบและมาตรฐาน แต่ในอีกทางหนึ่งหาบเร่แผงลอยก็เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของผู้ขายที่ต้องดิ้นรนอยู่ในเมือง และของผู้ซื้อที่ต้องดิ้นรนอยู่ในเมืองเหมือนกัน เพราะในทฤษฎีคลาสสิกนั้น ทั้งสองฝ่ายก็ลำบากทั้งคู่ ถ้าจะต้องซื้อและขายด้วยต้นทุนจริง เพราะคงไม่สามารถจ่ายค่าที่ได้ (ผู้ขาย) และไม่สามารถซื้อสินค้าที่บวกค่าที่ไปด้วย (ผู้ซื้อ)

 เรื่องราวที่ผ่านมาจึงมักเป็นเรื่องของการประนีประนอม เพราะถ้าเป็นการไล่กันจริงๆ ภาพลักษณ์ของเจ้าของพื้นที่ก็จะไม่ดี ยิ่งถ้าเจ้าของพื้นที่เป็นรัฐบาลท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง การประนีประนอมก็ยิ่งมีมาก ถ้าคนที่ถูกไล่ทั้งผู้ซื้อผู้ขายเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

 แต่ถ้านำเอากรณีนี้มาพิจารณาในฐานะกรณีเฉพาะ การยืนยันสิทธิตามกฎหมายของจุฬาฯ และการอ้างอิงความคิดเห็นจากงานวิจัยอาจจะไม่เพียงพอในฐานะเป็นทางออกของปัญหา เพราะไม่ได้ตอบคำถามถึงแบบแผนการปฏิบัติที่ผ่านมา รวมทั้งการสร้างปัญหาให้แก่การสัญจรนั้นก็คงไม่ใช่แค่ผู้ค้าแผงลอย เพราะเราไม่มีวิธีคิดทั้งระบบที่จัดการกับธุรกิจใหญ่ที่สร้างปัญหาให้การจราจร ห้างใหญ่ยังไงก็รถติด แต่ห้างใหญ่ไม่เคยต้องรับผิดชอบปัญหารถติดอยู่ดี

 อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่จุฬาฯ นอกจากจะ (อ้าง) เป็นเจ้าของก็ยังเป็นสถาบันการศึกษาสาธารณะ ดังนั้นวิธีการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดการด้านการหารายได้และผลกระทบต่อสาธารณะคงจะต้องเป็นเรื่องที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย (ไม่ใช่แค่ผู้จัดการพื้นที่ธุรกิจ) จะต้องให้คำตอบแก่สังคมด้วย เพราะเรื่องใหญ่เป็นเรื่องของทิศทางในการแสวงหารายได้ในฐานะองค์กรทั่วไป และเป็นองค์กรสาธารณะ ซึ่งจะต้องมีกระบวนการที่สาธารณะจะร่วมกำหนด ตรวจสอบ และประเมินได้ด้วย เพราะในวันนี้บริษัทเอกชนเขามีทั้งการพูดถึงหลักธรรมาภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคมกันเยอะแล้ว และอย่างเป็นระบบ ดังนั้นสถาบันการศึกษาสาธารณะอย่างจุฬาฯ ก็คงต้องพัฒนาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบด้วยครับ