
เหยื่อแชร์ลูกโซ่40ล้านลวงจับ...หัวหน้าแก๊ง
ชาวจีนจำนวนไม่น้อยต้องตกเป็นเหยื่อแชร์ลูกโซ่ จากการชักชวนทำธุรกิจของ "เซง ยี่" หนุ่มจีน อายุ 41 ปี สัญชาติจีน ทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อออกตามล่าหัวหน้าแก๊งแชร์ลูกโซ่ ที่คาดว่าจะหลบหนีเข้ามาอยู่ในเมืองไทย ด้วยการซ้อนแผนลวงอยากลงทุน แล้วประสานชุดสืบสวนของ สต
นายวู เจียน มิน เจ้าหน้าที่ประสานงานด้านกิจการตำรวจและยาเสพติดของสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ประสานมายัง พล.ต.ต.มนู เมฆหมอก ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.ชาติชาย เอี่ยมแสง รอง ผบก.สส.สตม. เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ให้ช่วยสืบสวนติดตามจับกุมตัว นายเซง ยี่ อายุ 41 ปี สัญชาติจีน ก่อคดีฉ้อโกงประชาชนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ด้วยการชักชวนให้ลงทุนแชร์น้ำมัน และหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ลูกค้าแต่ละคนหาลูกค้าเพิ่ม แล้วจะได้ส่วนแบ่งเป็นจำนวนมากซึ่งคล้ายกับแชร์ลูกโซ่ โดยก่อเหตุที่เมืองต้าเหลียน ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2548 ผู้เสียหายในคดีเกือบ 50 ราย สร้างมูลค่าความเสียหายกว่า 40 ล้านบาท
หลังจาก พล.ต.ต.มนูได้รับการประสานขอความช่วยเหลือมา ก็ยังไม่ตัดสินใจส่งชุดสืบสวนเข้าคลี่คลายคดีเหมือนทุกคดีที่ผ่านมา เพราะการประสานงานด้วยวาจา ไม่มีพยานเอกสารหรือลายลักษณ์อักษร อาจทำให้เกิดความผิดพลาด จึงรายงานให้ พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ ผบช.สตม. ทราบ แล้วสั่งการให้ชุดสืบสวน ได้แก่ พ.ต.อ.วิวัฒน์ คำชำนาญ ผกก.1 บก.สส.สตม. พ.ต.ท.สมชาย เดชแพ รอง ผกก.1บก.สส.สตม. พ.ต.ท.รัชทพงศ์ เตี้ยสุด สว.กก.1 บก.สส.สตม. พร้อมชุดสืบสวน ตรวจสอบข้อมูลของนายเซง ยี่ ในทางลับก่อน
เมื่อตรวจสอบประวัติพบว่านายเซง ยี่ เดินทางเข้ามาประเทศไทยตั้งแต่ปี 2549 และยังเดินทางออกไปประเทศอื่นๆ ด้วย เช่น ประเทศกัมพูชา ฮ่องกง จนกระทั่งปัจจุบันทราบว่าหนังสือเดินทางของนายเซง ยี่หมดอายุตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552 และทราบว่า นายเซง ยี่เช่าบ้านพักราคาเดือนละ 3.5 หมื่นบาท ภายใน ซ.รามคำแหง 158 แต่ก็ไม่พบวี่แววของนายเซง ยี่ แต่อย่างใด
จังหวะเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ประสานงานของสถานทูตจีนประจำประเทศไทย ได้นำเอกสารและประวัติรวมถึงพฤติการณ์ในการก่อเหตุของนายเซง ยี่ ให้แก่ พล.ต.ต.มนู ทราบ พร้อมทั้งแจ้งว่าผู้เสียหายบางคน ซึ่งเป็นชาวจีนพยายามติดต่อนายเซง ยี่ เพื่อนัดวางแผนลงทุนทำธุรกิจแชร์เกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยนัดเจอในช่วงเย็นวันที่ 5 พฤศจิกายน ภายในโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ
ข้อมูลที่ได้รับทำให้ชุดสืบสวนมั่นใจว่า นายเซง ยี่ ยังมีพฤติการณ์หลอกลวงฉ้อโกง เข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ จึงนำกำลังไปซุ่มโป่งหน้าโรงแรมดังกล่าว จนกระทั่งพบนายเซง ยี่เดินเข้าไปในโรงแรมคุยกับตัวแทนของผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อกว่าครึ่งชั่วโมง จนนายเซง ยี่เดินออกมาถนนราชดำริ หน้าโรงแรม จึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานขอตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่าหนังสือเดินทางหมดอายุ จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่ บก.สส.สตม. พร้อมทั้งแจ้งให้เจ้าหน้าที่ประสานงานของสถานทูตจีนประจำประเทศไทยทราบ
พ.ต.อ.วิวัฒน์กล่าวว่า หากไม่มีแบล็กลิสต์หรือบัญชีดำของสถานทูตนั้น ทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองก็ไม่สามารถทราบว่า บุคคลนั้นก่อคดีใดๆ แล้วมาหลบซ่อนในไทย กว่าจะรู้ก็ต้องได้รับการประสาน หรือ ตรวจสอบพบ ดังนั้น วันที่ 8 พฤศจิกายน พล.ต.ท.วิบูลย์ได้ประชุมมอบนโยบายแก่นายตำรวจระดับผู้กำกับฯ ขึ้นไปของ สตม.ว่า ให้ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างเข้มแข็ง ในการกวาดล้างอาญชากรรม สอดส่องดูพฤติกรรมของคนร้ายข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งลูกหมู ซึ่งมีแก๊งคนจีน มักจะทำการลักทรัพย์ ด้วยการใช้หนังสือเดินทางตัวจริงของฮ่องกง เกาหลี สิงคโปร์ มาเลเซีย และญี่ปุ่น ซึ่งคนจีนมักมีใบหน้าคล้ายบุคคลเหล่านี้ จึงใช้วิธีสวมพาสปอร์ตตัวจริง เพื่อเดินทางออกไปยังประเทศที่สาม จึงต้องคอยเฝ้าระวังกลุ่มคนร้ายที่ปลอมตราประทับของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงแก๊งที่มาตั้งฐานคอลเซ็นเตอร์ ตลอดจนแก๊งลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะแก๊งแถบประเทศอเมริกาใต้ทั้ง 6 ประเทศ ได้แก่ โคลัมเบีย เปรู เอกวาดอร์ อาร์เจนตินา โบลิเวีย และชิลี
"บุคคลทั้ง 6 ประเทศนี้ มักเข้ามาก่อเหตุในหลายรูปแบบ ดังนั้นเมื่อชาวต่างชาติเหล่านี้เข้ามาถึงเมืองไทย ต้องเข้าช่องทางพิเศษ ที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อทำการตรวจสอบอย่างละเอียด ยกตัวอย่าง มิสเตอร์เอ ไม่เคยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเลย ต้องมีเงินสดเป็นค่าใช้จ่ายในประเทศไทย 1-2 หมื่นบาทต่อคน หรือต้องดูด้วยว่าเคยเข้ามากี่ครั้งแล้ว หากมีประวัติการเข้าออกหลายครั้งจะอยู่ในข่ายต้องสงสัย" พ.ต.อ.วิวัฒน์กล่าว



