
'ตัวการใหญ่'ที่ทักษิณต้องไม่ลืม
ข้อความในทวิตเตอร์ (www.twitter.com) ของ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อกลางดึกคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา บ่งบอกอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะการยอมรับโดยไม่รู้ตัวว่า เมื่อครั้งเรืองอำนาจ อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นคนรอบข้างระดับรัฐมนตรีได้พาเขาลงเหว โดยที่ไม่เคยรู้ตัวมาก่อน
ทักษิณเล่าผ่านทวิตเตอร์ว่า มีรัฐมนตรีบางคนที่ทิ้งไปแล้ว หรือตายไปแล้ว เวลาลงโทษหรือย้ายข้าราชการไปที่แย่ลง ขาดภาวะผู้นำที่จะบอกว่า ตัวเองสั่ง ก็อ้างว่านายกฯ สั่ง บางทีไปทำอะไรก็มารายงานให้ทราบทั้งๆ ที่เรื่องอยู่ในอำนาจรัฐมนตรี พอมีคนที่ได้รับผลกระทบมาโวย ก็บอกว่านายกฯ สั่ง
เรื่องอย่างนี้ ถ้าหากยังอยู่ในอำนาจนายกรัฐมนตรี ไม่แน่ว่าทักษิณจะรู้ตัว เพราะโรคชนิดนี้มันค่อยๆ เกิด ค่อยๆ ซึมลึก เป็นโรคของผู้มีอำนาจมักจะเป็นกัน
นั่นก็คือ "บริวารเป็นพิษ"
ผู้นำหลายต่อหลายคนพัง หรือถูกผลักลงเหวทั้งที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ก็เพราะคนรอบข้างนี่แหละ
บางคนอาจจะงมงายในบางเรื่องจนไม่รู้ว่า ถูกคนรอบข้างเล่นเข้าให้แล้ว ขณะที่บางคนรู้ทั้งรู้ แต่ก็ปล่อยให้ทำ
แต่กรณีทักษิณนั้นอ้างว่า หลังจากพ้นตำแหน่งนายกฯ แล้วจึงมีคนกล้ามาพูดให้ฟัง
ใครจะเชื่อตามที่ทักษิณเล่ามาหรือไม่ ก็แล้วแต่วิจารณญาณ และภูมิหลังแต่ละคนว่ามีข้อมูลขนาดไหน
แต่หากเรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างที่ทักษิณโอดครวญมาจริง ก็ไม่รู้ว่าคนรอบข้างทักษิณที่ทำแบบนั้นมีมากน้อยแค่ไหน สร้างปัญหาไปแล้วเท่าไหร่
เพราะจะว่าไปลำพังแค่ที่ทักษิณได้ทำและปรากฏจนมีคำพิพากษาของศาลนั้นก็นับว่ามากเกินไปแล้ว
แต่เอาเถอะ ยังไม่สายสำหรับความจริงที่ทักษิณได้ประจักษ์แล้ว
ถึงจะช้าไปบ้าง บ้านเมืองเสียหายยับเยินไปหลายหมื่นล้าน ผู้คนล้มตายไปเกือบร้อย การมาเห็นความจริง และประกาศที่จะเดินเข้าสู่ครรลองของความปรองดอง ประกาศว่าจะถอยคนละก้าว หันหน้าไปเยียวยาผู้ที่เจ็บปวดจากเหตุการณ์นับเป็นเรื่องที่ดี ทั้งต่อบ้านเมือง และต่อตัวทักษิณเอง
การเยียวยานั้นอาจจะรวมถึงผู้ที่หลงผิด และพวกที่ฉวยโอกาสปั่นกระแสโค่นสถาบันไปพร้อมๆ กัน
เพราะความผิดเพี้ยนที่เกิดขึ้นนั้น ได้ทำให้กลุ่มที่อยู่ใต้ดิน ผลุบโผล่ขึ้นมาตามสังคมออนไลน์ ชนิดที่ กระทรวงไอซีทีเพิ่มการทำงานวันละ 10 เท่าก็เอาไม่อยู่
แล้วก็ต้องไม่ลืมว่า ทักษิณเองก็น่าจะเป็นผู้หนึ่งที่จะต้องได้รับการฟื้นฟูสภาพจิตใจเสียใหม่
เพราะการจ่อมจมอยู่กับความคิดเก่าๆ ว่า ตนเป็นผู้ที่ถูกกระทำ โดยไม่ย้อนกลับไปดูการกระทำของตนรังแต่จะทำให้เกิดอาการป่วย หรือโรคแทรกซ้อน ที่ส่งผลโดยตรงต่อสังคมโดยรวมของแผ่นดินเกิด
ข้อความในทวิตเตอร์ที่ยังแสดงให้เห็นทัศนคติที่ว่า ฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ถูก แต่อีกฝ่ายทำอะไรก็ผิด หรือไปคิดว่า อีกฝ่ายเอาระบบมาเล่นการเมือง
แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การฟื้นฟูทัศนคติของทักษิณจะต้องมีขึ้นโดยด่วน
เพราะการสื่อสารในลักษณะเช่นนี้ จะยิ่งไปเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น
คนที่ชื่นชมเพราะผลงานของทักษิณ ก็จะคิดว่า สิ่งที่ทักษิณพูดมานั้นถูกไปหมด ไม่ได้คิดว่า การพูดลักษณะนี้เป็นอันตรายต่อบ้านเมือง
ยิ่งมาวันนี้ ทักษิณได้ตระหนักแล้วว่า ที่นำพาให้ลงเหวนั้น ส่วนหนึ่ง (หรืออาจจะส่วนใหญ่) เป็นเพราะบริวารเป็นพิษด้วยแล้ว ก็ควรจะมาพิเคราะห์ประเด็นนี้ให้ถ่องแท้ รวมทั้งในปัจจุบันนี้ด้วยว่า บริวารรอบข้างที่มีอยู่นั้น "เป็นพิษ" อยู่ด้วยหรือไม่
เพราะหากย้อนกลับไปวันที่ยังไม่ถูกยึดอำนาจ เสียงเตือนจากคนนอกอย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เกี่ยวกับคนรอบข้างว่าจะพาไปสู่หายนะ และทหารก็ไม่อาจหลีกพ้นที่จะเข้ายึดอำนาจ
ถ้าหากเชื่อ พล.อ.สนธิเสียแต่วันนั้น วันนี้ก็คงไม่ต้องมาเสียใจ เพิ่งได้คิดว่า พังเพราะคนรอบข้าง
โดยเฉพาะคนรอบข้างที่มุ่งหวังจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เปลี่ยนระบบ เพื่อไปตั้งรัฐไทยใหม่!
คนเหล่านั้นมุ่งหวังจะใช้ต้นทุนที่ทักษิณมี ใช้บารมีที่ทักษิณสั่งสมไปต่อจิ๊กซอว์เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์
ซึ่งความจริงคนฉลาดอย่างทักษิณน่าจะรู้ได้แต่แรกว่า ต้นทุนที่มียังไม่ถึงขนาดนั้น
วันนี้ทักษิณอาจเสียใจว่าพังเพราะคนรอบข้าง โดยเฉพาะรัฐมนตรีบางคนที่แอบอ้างชื่อ แต่ทักษิณเองก็น่าจะรับรู้ด้วยว่า ไม่ใช่เพียงเพราะรัฐมนตรีที่น่าชังเหล่านั้นที่ส่งให้ตกที่นั่งลำบาก คนรอบข้างที่มุ่งหวังล้มระบบนั่นต่างหากที่เป็นตัวการใหญ่
สิ่งที่น่าเสียดายในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เพราะไม่ได้ "ถีบ" รัฐมนตรีประเภทนั้นพ้น ครม.เสียแต่วันก่อน หากแต่เป็นตัวทักษิณนั่นแหละที่คิดว่า "เหนือ" กว่ากลุ่มคนรอบข้าง
คิดแต่เพียงว่า "คุม" คนเหล่านั้นได้ แต่ก็ไม่รู้ตัวว่าถูกคนรอบข้าง "บริหารจัดการ" จนสุดท้ายก็ทำให้ตนเองมีชะตากรรมอย่างที่เห็น



