
จุฬาฯชี้การเมืองแรงมาจากเหลื่อมล้ำแตกแยก
จุฬาฯ ทำวิจัยหาสาเหตุความรุนแรงทางการเมืองช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.2553 เพื่อเป็นบทเรียนของสังคมไทย ชี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม-การเมือง ทำให้สังคมแตกแยก! ยันถ้าไม่มีความยุติธรรม ความปรองดองก็เกิดขึ้นไม่ได้ เผยผู้ชุมนุมประกันตัวไม่ได้ เพราะหลักทรัพย์สูงถึง
(8 พ.ย.) ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเวทีสมัชชาสุขภาพย่อยเรื่อง “ฝ่าวิกฤตความไม่เป็นธรรมสู่สุขภาวะ : ผลกระทบและการเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง”
ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในช่วงเกิดเหตุการณ์รุนแรง ทางมหาวิทยาลัยฯ ก็ได้รับผลกระทบด้วย ทั้งในฐานะของผู้เสียหาย และเป็นผู้มีส่วนร่วมในการเยียวยา เนื่องจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และชุมชนใกล้เคียง ได้ตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน และประสบความเดือดร้อนอย่างมากมาย โดยเฉพาะพื้นที่สยาม สแควร์ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและค่าเสียโอกาสประมาณ 400 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ทางมหาวิทยาลัยฯ ได้มีโครงการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่เสียหาย เช่น ส่งหน่วยสาธารณสุขเคลื่อนที่และนักจิตวิทยา เข้าไปยังชุมชนบ่อนไก่ พร้อมส่งวิศวกรออกไปสำรวจสภาพความเสียหายของอาคารต่าง ๆ นอกจากนั้นแล้ว ยังอยู่ระหว่างการทำวิจัย ว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวขึ้น เพื่อนำมาเป็นบทเรียนของสังคม
“เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เกิดความแตกแยกครั้งใหญ่ในสังคมไทย โดยสาเหตุส่วนหนึ่ง เป็นเพราะเกิดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมทางสังคมและการเมือง ซึ่งแม้ในช่วง 5-6 เดือนมานี้ บรรยากาศจะคลี่คลายลงไป ทำให้สาธารณะเกิดความตระหนักร่วมกันมากขึ้นว่าสังคมไทยจำเป็นต้องพยายามร่วมกันเพื่อจะก้าวสู่ขั้นตอนใหม่ ให้กลุ่มคนที่คิดเห็นต่างกันสามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ต้องเข่นฆ่ากันเอง” อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในตอนท้าย
รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายการชุมนุม “เมษายน-พฤษภาคม 2553” (ศปช.) กล่าวว่า เรามีบทเรียนจากภาคใต้มาแล้ว ซึ่งหากไม่มีความยุติธรรมปัญหาก็จะไม่จบ ในกรณีของภาคใต้เมื่อคดีเข้าสู่ศาลกว่าครึ่งหนึ่ง ศาลสั่งปล่อยผู้ต้องหา ขณะที่เหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมาก็เช่นกัน หากไม่มีความยุติธรรม ความปรองดองก็ไม่มี และที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีข้อสรุปว่าการชุมนุมจะมีสิทธิ มีขอบเขตมากน้อยเพียงใด ซึ่งสิทธิการชุมนุมก็เป็นการสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่รัฐบาลก็พยายามที่จะกระชับสิทธิการชุมนุม กระชับพื้นที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตาย
“เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 รัฐบาลทหารต้องลาออก แต่เหตุการณ์ปี 2553 รัฐบาลพลเรือนชุดนี้ยังอยู่ และมีการตั้งคณะกรรมการหลายชุดขึ้นมาตรวจสอบ แต่หลายคนก็วิจารณ์ว่าเป็นคณะกรรมการฝาแฝดชุดอิน-จัน หรือชุดหลินฮุ้ย-หลินปิง เพราะรัฐบาลตั้งขึ้นมาเอง ประธานกรรมการบางชุดก็บอกว่าการตรวจสอบ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อหาผู้กระทำผิด อีกประเด็นที่มีความสำคัญ ก็คือ มีการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ มีความจำเป็นขนาดไหนที่ต้องส่งอาวุธ ส่งกำลังออกมาจัดการผู้ชุมนุม รัฐบาลพยายามบอกว่าจะใช้กำลังจากเบาไปหาหนัก แต่ที่เห็นก็คือ มีการใช้กำลังจากหนักไปสู่หนักที่สุด และไม่มีประเทศใดในโลกที่ประกาศพื้นที่ใช้กระสุนจริง” รศ.ดร.กฤตยา กล่าว
ขณะที่ นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต ผู้แทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ทางกระทรวงฯ ได้จัดตั้งศูนย์เยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันมีรายงานผู้เสียชีวิตทั้งหมด จำนวน 95 ราย มีผู้บาดเจ็บเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจำนวน 610 ราย ในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 87 ราย และทุพลภาพ 13 ราย โดยมีผู้มาลงทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบ และได้รับความช่วยเหลือแล้ว 1,820 ราย ขณะที่ผู้บาดเจ็บจะได้รับเงินช่วยเหลือตั้งแต่ 20,000-60,000 บาท , บาดเจ็บสาหัส 100,000 บาท , พิการ 200,000 บาท และเสียชีวิตจะได้รับการชดเชยรายละ 400,000 บาท รวมวงเงินช่วยเหลือที่จ่ายไปแล้ว 107 ล้านบาท สำหรับบุตรของผู้เสียชีวิตทางกระทรวงฯ ก็จะช่วยเหลือให้เรียนจนจบระดับปริญญาตรี
“ญาดา หัตถธรรมนูญ” เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ที่ผ่านมา สรส.มีการรับเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 78 เรื่อง แยกออกเป็นเสียชีวิต 7 ราย บาดเจ็บ 19 ราย และสูญหายอีก 7 ราย สำหรับเหตุที่มาร้องเรียน คือ การถูกยิงทั้งในและนอกบ้าน ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม บางกรณีอยู่ระหว่างสัญจรผ่านบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ชุมนุม ก็โดนจับ มีเด็กโดนจับ 164 คน ปล่อยตัวแล้ว 152 คน ส่วนอีก 12 ยังถูกคุมขังอยู่ นอกจากนี้ในการยื่นประกันตัว มีการตั้งหลักทรัพย์ไว้สูงถึงรายละ 4 แสนบาท-1 ล้านบาท ซึ่งผู้ถูกจับกุมส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่ยากจน ไม่มีเงินประกันตัว จึงยังถูกคุมขังอยู่ในขณะนี้
ด้าน ศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็น “ร่วมฝ่าวิกฤตความไม่เป็นธรรมฯ” สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ข้อมูลจากการเสวนาเรื่องผลกระทบและการเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในครั้งนี้ จะนำเข้าสู่การประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในประเด็นหลัก คือ “ ร่วมฝ่าวิกฤตความไม่เป็นธรรม นำสังคมสู่สุขภาวะ” ซึ่งจะจัดในระหว่างวันที่ 15-17 ธันวาคมนี้ ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ เพื่อนำข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริงต่อไป
“อยากจะเห็นผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรม และอยากให้สังคมตระหนักร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก และอยากให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อดูแลผู้เสียหายให้ดีกว่าเดิม เช่น กระทรวงศึกษาธิการ ให้มาดูแลเรื่องการศึกษาของเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้” ศ.สุริชัย หวันแก้ว กล่าว



