
สั่งรง.ทอผ้ากรุงเทพจ่ายค่าเสียหายลูกจ้าง
ศาลฎีกาพิพากษายืน สั่ง บจก.โรงงานทอผ้ากรุงเทพ จ่ายค่าเสียหายลูกจ้าง 37 คน 3.69 ล้าน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 หลังปล่อยฝุ่นพิษฟุ้งกระจายทำคนงานป่วยเป็นปอดอักเสบ "สมบุญ" ตัวแทนลูกจ้าง ดีใจศาลเมตตาให้ความยุติธรรม ระบุ พอใจคำพิพากษา
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 8 พ.ย.ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่นางสมบุญ สีคำดอกแค อดีตลูกจ้างบริษัทโรงงานทอผ้ากรุงเทพ จำกัด และลูกจ้างในสถานประกอบการเดียวกัน รวม 38 คน ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องบริษัทโรงงานทอผ้ากรุงเทพ จำกัด เป็นจำเลย กระทำผิด พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาสุขภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2537
โดยโจทก์ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 9 พ.ค.38 สรุปว่า จำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง ไม่ได้ดำเนินการให้เกิดภาวะแวดล้อมในการทำงานที่เป็นอันตรายต่อลูกจ้าง ไม่ได้จัดอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยอย่างได้มาตรฐานและเพียงพอ ทำให้โจทก์ที่เป็นลูกจ้างทั้ง 38 คน ต้องสูดฝุ่นฝ้ายเข้าไป จนป่วยเป็นโรคปอดอักเสบ หรือโรคบิสสิโนสิส
ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยแถลง ขอให้ถือผลการตรวจวินิจฉัยของคณะกรรมการแพทย์ที่ศาลตั้งขึ้นเป็นข้อแพ้ชนะแห่งคดี โดยศาลแรงงานกลาง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ก.ย.46 ว่าจำเลยกระทำผิดจริงตามฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่นางสมบุญ โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 110,000 บาท และลูกจ้างที่ร่วมเป็นโจทก์อีก 36 คน คนละ 60,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,690,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องคดี วันที่ 9 พ.ค.2538 โดยศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ 1 คน ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์
ทั้งนี้ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ยื่นว่า โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิ์โดยไม่สุจริต โดยโจทก์ไม่ได้เป็นโรคปอดอักเสบทุกคน และจำเลยยังอุทธรณ์ว่าผ้าปิดจมูกที่จำเลยจัดให้ได้มาตรฐานแล้วจำเลยไม่ได้ฝ่าฝืนกฎหมายเรื่องความปลอดภัยในการทำงานนั้นล้วนเป็นข้อเท็จจริงซึ่งห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 อีกทั้งแม้ฝุ่นฝ้ายซึ่งเป็นวัตถุอันตรายและเป็นมลพิษจะรั่วไหลหรือแพร่กระจายแค่ในโรงงานของจำเลย ก็ถือเป็นการกระจายของมลพิษตามบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว
จำเลยเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองโรงงานแหล่งกำเนิดมลพิษจึงมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาสุขภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2537 มาตรา 96 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบและศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน
ภายหลัง นางสมบุญ กล่าวว่า พอใจกับผลคำพิพากษาของทั้งศาลฎีกา และศาลชั้นต้น ต้องขอขอบคุณที่ศาลให้ความเมตตาและความยุติธรรม ส่วนตนเองนั้นตอนนี้ยังคงต้องดูแลรักษาสุขภาพอย่างต่อเนื่อง แต่โชคดีที่ได้ทำงานด้านการให้คำปรึกษากับพนักงานลูกจ้างโรงงานต่างๆ ที่ต้องทำงานที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเช่นเดียวกับตน



