
คมชัดลึกจับมือ"พัน4รอ."ช่วยน้ำท่วม
อุทกภัยสร้างความทุกข์ร้อนแก่พี่น้องไทยกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งภาคอีสาน กลาง และใต้ มีผู้ประสบภัยเกิน 2 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตเกือบ 200 คน ทำให้ นสพ.คมชัดลึก ขอร่วมอาสาเป็นสื่อกลางในการระดมความช่วยเหลือในทุกวิถีทางส่งไปถึงมือผู้ประสบภัย
(8พ.ย.) นายภูริทัต จงกมลวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด นสพ.คมชัดลึก กล่าวถึงแนวทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยว่า นสพ.คมชัดลึก ได้เป็นสื่อกลางในการระดมความช่วยเหลือทั้งสิ่งของ และเงินบริจาคผ่านไปยังผู้ประสบภัยตั้งแต่วันแรกๆ ที่เกิดอุทกภัย โดยใช้ช่องทางการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทุกแขนงในเครือเนชั่น ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และอินเทอร์เน็ต
"ในช่วงแรกเราได้ระดมความช่วยเหลือไปยังภาคอีสานก่อน แต่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ส่งไปทางภาคใต้เป็นหลัก โดยมีกำลังพลจากกองทัพบกมาช่วยในการแพ็คของ และลำเลียงสิ่งของส่งไปให้ถึงมือผู้ประสบภัย โดยที่ผ่านมา ได้ทยอยลำเลียงสิ่งของนำไปช่วยผู้ประสบภัยแล้ว จำนวน 3 เที่ยว และมียอดเงินบริจาคประมาณ 2.5 ล้านบาท" ผู้ช่วยผอ.ฝ่ายการตลาด นสพ.คมชัดลึก กล่าว
ผู้ช่วยผอ.ฝ่ายการตลาด นสพ.คมชัดลึก ฝากประชาสัมพันธ์ว่า ขณะนี้สิ่งที่ผู้ประสบภัยต้องการมาก คือ อาหารที่สามารถทานได้เลย โดยที่ไม่ต้องประกอบอาาหาร เช่น ขนมปังกรอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และน้ำดื่ม ส่วนเครื่องนุ่งห่มก็มีความต้องการ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานที่อากาศกำลังหนาวเย็น ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาสามารถเดินทางมาบริจาคสิ่งของได้โดยตรงที่อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ถนนบางนา-ตราด(กม.5) แขวง/เขตบางนา กทม. และบริจาคเงินได้ที่บัญชีธนาคารออมทรัพย์หมายเลข 095-2-71929-7 ธ.กสิกรไทย สาขาซีคอนสแควร์ หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (02)338-3333 หรือที่อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ณ วัน และเวลาที่ทำการ
จ.ส.อ.อัด สนิทชอบ ผบ.หมู่ ร.1 พัน 4 รอ. ซึ่งนำกำลังพล จำนวน 27 นายเข้ามาช่วยแพ็คของเพื่อส่งไปให้กับผู้ประสบภัย กล่าวถึงภารกิจในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยว่า พอได้รับการประสานมาจากนสพ.คมชัดลึก ทางหน่วยจึงส่งตน พร้อมด้วยกำลังพลเข้ามาช่วยทันที โดยก่อนหน้านี้ก็ได้ร่วมลำเลียงสิ่งของไปช่วยผู้ประสบภัยแล้วหลายครั้ง ซึ่งมีทั้งการลงไปช่วยตามภารกิจ และการช่วยด้วยความสมัครใจ
ผบ.หมู่ ร.1 พัน 4 รอ. ระบุว่า นอกจากจะเข้ามาช่วยด้วยกำลังแรงกายเพื่อลำเลียงสิ่งของไปช่วยผู้ประสบภัยแล้ว กำลังพลที่มาช่วยยัง "สละเบี้ยเลี้ยง" เพื่อนำไปบริจาคให้กับผู้ประสบภัยด้วย โดยสามารถรวบรวมเงินได้ 12,000 บาท ซึ่งเป็นความสมัครใจของกำลังพลทุกนาย ทั้งนี้ ทุกคนที่ได้เข้ามาช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมทั้งบริจาคเงินก็รู้สึกภาคภูมิใจอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ได้มาช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน
ผบ.ทบ.ติดตามน้ำท่วมและเหตุไม่สงบใต้
เมื่อเวลา 12.00 น.ที่สโมสรร่มเกล้า ค่ายจุฬาภรณ์ อ.เมือง จ.นราธิวาส พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.เดินทางพร้อมคณะ อาทิ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 นายธนน เวชกรกานนท์ ผวจ.นราธิวาส พล.ต.อุทิศ สุนทร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เพื่อประชุมร่วมกับกองกำลังในพื้นที่รับผิดชอบ ระดับ ผบ.หน่วยหมายเลข 2 ตัว ทั้ง 3 จชต.โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้บรรยายสรุปถึงสถานการณ์ความไม่สงบในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะห้วงเวลาตั้งแต่ก่อนสิ้นปีงบประมาณถึงขณะนี้ ซึ่งปรากฏว่าเหตุความรุนแรงในพื้นที่ทั้ง 3 จชต.เริ่มลดลง โดยในส่วน จ.นราธิวาส ทั้ง 13 อำเภอสถานการณ์ต่างๆมีอยู่บ้างประปราย ซึ่งจากการประเมินพบว่ากลุ่มคนร้ายหวังสร้างสถานการณ์เพื่อป่วนในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ผบ.ทบ.ได้มอบนโยบายพร้อมเน้นย้ำให้กองกำลังทุกฝ่ายผนึกกำลังอย่างแข็งแกร่ง โดยยึดหลักยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ 6 ประการ อาทิ สร้างความเข้าใจ พัฒนาศักยภาพของทรัพยากร การแก้ปัญหาภัยแทรกซ้อน การรักษาความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และสร้างพื้นที่ปลอดภัย ขณะเดียวกันในส่วนของโครงการต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจพอเพียง ทำดีมีอาชีพ และญาลันนันบารู ซึ่งมีการวางรากฐานไว้อย่างดีแล้วในระยะเวลา 2 - 3 ปีที่ผ่านมา สมัยที่ พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 โดยเฉพาะศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงที่ได้กระจายไปยัง 290 ตำบลใน 3 จชต.จำนวน 314 ศูนย์แล้วนั้น ขอให้กำลังทุกฝ่ายเดินหน้าขยายพื้นที่ต่อไป
ในส่วนของการปฏิบัติการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุไม่สงบทั้งระดับแกนนำและแนวร่วมนั้น ให้ดำเนินการแบบละมุนละม่อม โดยให้ผู้นำศาสนาผู้นำชุมชนได้มีบทบาทในการชักจูงผู้ที่หลงผิดเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมให้มากที่สุด
สำหรับสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จชต.นั้น ผบ.ทบ.ได้รับฟังบรรยายสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมการให้ความช่วยเหลือที่ผ่านมา พบว่าในส่วนของ จ.นราธิวาส 13 อำเภอ ได้รับความเดือดร้อน 66 ตำบล 211 หมู่บ้าน 5 ชุมชน รวม 20 , 982 คน รวม 4 , 907 ครัวเรือน โดยเจ้าหน้าที่ออกให้ความช่วยเหลือในส่วนเครื่องอุปโภคบริโภคไปเบื้องต้นไม่ถึง 50% ึ ขณะที่สิ่งสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นถนนและโรงเรียน ให้เจ้าหน้าที่ระดมกำลังเข้าไปคลี่คลายสถานการณ์ โดยใช้งบประมาณของแต่ละจังหวัดที่จัดสรรไว้ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท
หลังจากประชุมเสร็จ ผบ.ทบ.พร้อมคณะได้เดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.นราธิวาส เพื่อพบปะกับกลุ่มตัวแทนผู้นำศาสนาผู้นำชุมชนในพื้นที่ 13 อำเภอต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในขณะที่ ผบ.ทบ.พร้อมคณะลงพื้นที่ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่ทหารพร้อมกำลังร่วมตำรวจฝ่ายปกครองได้เข้าตรวจสอบบริเวณสวนผลไม้ จำนวน 2 จุด ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 800 เมตร ในพื้นที่ ม. 4 บ.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เนื่องจากได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบเห็นสิ่งผิดปรกติบนเนินดินภายในสวน จึงได้ประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด นปพ.จ.นราธิวาสเข้าตรวจสอบ พบเป็นระเบิดแสวงเครื่องชนิดเท้าเหยียบ หนัก 3 กก.โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บกู้ไว้ได้
เตรียมรับฝนหนักรอบ2ตรังยังเหลือท่วม 21 หมู่บ้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดตรัง ได้สรุปสถานการณ์น้ำท่วม ระหว่างวันที่ 1-8 พ.ย.53 ว่า ระดับน้ำบริเวณพื้นที่ต้นน้ำได้ลดลง แต่จะเพิ่มขึ้นบริเวณพื้นที่ปลายน้ำติดริมฝั่งแม่น้ำตรัง ทำให้ยังมีน้ำท่วมขังอีก 21 หมู่บ้าน ใน 3 อำเภอ คือ อำเภอวังวิเศษ 4 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ที่ 4,5,9,10 ตำบลท่าสะบ้า, อำเภอเมืองตรัง 14 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ที่ 1,6 ตำบลนาท่ามเหนือ หมู่ที่ 1-7 ตำบลนาท่ามใต้ หมู่ที่ 4 ตำบลนาตาล่วง หมู่ที่ 3,6 ตำบลบางรัก, หมู่ที่ 2 ตำบลหนองตรุด หมู่ที่ 1 ตำบลนาโต๊ะหมิง และอำเภอกันตัง จำนวน 3 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 1,2 ,3 ตำบลควนธานี
สรุปมีพื้นที่ประสบปัญหาจากอุทกภัยของจังหวัดตรัง รวม 9 อำเภอ 8 เทศบาล 64 ตำบล 439 หมู่บ้าน มีราษฎรประสบภัย 33,291 ครัวเรือน 114,454 คน ประกอบด้วย อำเภอเมือง 2 เทศบาล 10 ตำบล 48 หมู่บ้าน อำเภอรัษฎา 1 เทศบาล 5 ตำบล 50 หมู่บ้าน อำเภอนาโยง 1 เทศบาล 6 ตำบล 50 หมู่บ้าน อำเภอห้วยยอด 3 เทศบาล 16 ตำบล 133 หมู่บ้าน อำเภอย่านตาขาว 1 เทศบาล 8 ตำบล 41 หมู่บ้าน อำเภอวังวิเศษ 5 ตำบล 60 หมู่บ้าน อำเภอปะเหลียน 6 ตำบล 27 หมู่บ้าน อำเภอกันตัง 5 ตำบล 17 หมู่บ้าน และอำเภอสิเกา 3 ตำบล 13 หมู่บ้าน ส่วนยอดผู้เสียชีวิต มีจำนวน 3 ราย โดยทางจังหวัดตรัง ได้ให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังแล้ว ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือให้ครอบครัวรายละ 50,000 บาท
สำหรับพื้นที่ประสบภัยด้านการเกษตร จำนวน 7 อำเภอ 58 ตำบล 13,500 ครัวเรือน ประกอบด้วย นาข้าว 9,048 ไร่ พืชผัก/พืชไร่ 1,961 ไร่ สวนยางพารา 81,222 ไร่ สวนปาล์มน้ำมัน 12,504 ไร่ และไม้ผล 3,542 ไร่ รวม 108,277 ไร่ แต่คาดว่าจะได้รับความเสียหายจริงประมาณ 55,792 ไร่ ส่วนพื้นที่ประสบภัยด้านการปศุสัตว์ รวม 9 อำเภอ 42 ตำบล 6,304 ราย ประกอบด้วย โค 4,321 ตัว สุกร 562 ตัว ไก่พื้นเมือง 20,790 ตัว รวม 25,673 ตัว โดยทางจังหวัดตรัง ได้ให้ความช่วยเหลือด้านเสบียงซึ่งเป็นหญ้าแห้งไปแล้ว จำนวน 22,960 กิโลกรัม ด้านประมง ประกอบด้วย บ่อปลา 725 บ่อ 612 ครัวเรือน ทั้งนี้ ด้านมูลค่าความเสียหายในทุกด้านอยู่ระหว่างการสำรวจ ส่วนการให้ความช่วยเหลือ ประกอบด้วย ถุงยังชีพ 11,136 ถุง ข้าวกล่อง 25,400 กล่อง และน้ำดื่ม 22,700 ขวด
นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์สภาวะอากาศ 7 วันล่วงหน้าว่า ในช่วงวันที่ 9-13 พฤศจิกายน 2553 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงจะพัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย และร่องมรสุมที่พาดผ่านอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้นด้วย ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนในภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไประวังอันตรายจากฝนตกหนัก ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์สภาวะฝนของสถาบันสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา ที่ได้คาดการณ์ว่าในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงวันที่ 9-10 พฤศจิกายน 2553 นี้ และอาจจะทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งขึ้นได้อีก
ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับกับสถานการณ์น้ำ และเฝ้าระวังสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อม ในการรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น ซึ่งในส่วนของกรมชลประทานนั้น ได้สั่งการให้โครงการชลประทานจังหวัด และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพความพร้อมของเขื่อน และอาคารชลประทานที่ใช้ในการควบคุมการระบายน้ำ รวมทั้งเครื่องสูบน้ำให้มีสภาพพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ ได้กำชับให้พร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำสุดที่เหมาะสม และเตรียมแผนป้องกันน้ำท่วมในจุดที่เคยเกิดน้ำท่วมไว้ล่วงหน้าต่อไป
ในส่วนของเส้นทางคมนาคมที่มีน้ำท่วมสูงก่อนหน้านี้ จำนวน 2 เส้นทาง คือ ถนนบายพาสจากอำเภอเมืองตรัง-อำเภอห้วยยอด ช่วงระหว่างสามแยกนาขาถึงสี่แยกนานอน ระยะทางยาวประมาณ 3 กิโลเมตร โดยมีการห้ามรถทุกชนิดผ่าน เนื่องจากเกรงว่าพื้นถนนที่โครงสร้างได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเมื่อปี 2548 แต่ยังไม่ได้รับการซ่อมแซม เมื่อมาถูกน้ำท่วมในครั้งนี้พื้นถนนที่รับน้ำ เป็นผลให้โครงสร้างถนนชำรุดเสียหายยากแก้ไข
โดยทางแขวงการทางตรัง จะดำเนินการของบประมาณจากกรมทางหลวง เป็นเงินกว่า 100 ล้านบาท มาปรับปรุงแก้ไข และอีกเส้นทางหนึ่งที่มีปัญหา คือ ถนนบริเวณชุมชนควนขัน ในเขตเทศบาลนครตรัง แต่เป็นถนนที่แขวงการทางตรังรับผิดชอบ ซึ่งทางแขวงการทางตรัง จะดำเนินการของบประมาณจากกรมทางหลวง เป็นเงินประมาณ 40 ล้านบาท มาดำเนินการแก้ไข โดยบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
รมต.องอาจช่วยน้ำท่วมกาฬสินธุ์
เมื่อเวลา 09.30 น.ที่วัดบ้านท่าเยี่ยม ต.ลำชี อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะเข้าติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอฆ้องชัย ที่ประสบภัยน้ำท่วมจากลำน้ำชีที่กำลังเอ่อล้นพนังกั้นน้ำเข้ามา พร้อมทั้งได้มอบถุงยังชีพให้ราษฎรที่ประสบภัยจำนวน 800 ชุด และมอบน้ำดื่มให้กับประชาชนที่ขาดแคลนน้ำดื่ม โดยมี นายสุวิทย์ สุบงกฎ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นายธนาวุฒิ ทองทวี นายอำเภอฆ้องชัย ผู้นำท้องถิ่นและประชาชนกว่า 500 คนให้การต้อนรับ
ทั้งนี้นายธนาวุฒิ ทองทวี นายอำเภอฆ้องชัย ได้สรุปปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ที่เกิดจากน้ำไหลหลากจากจังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดขอนแก่น ที่มีฝนตกลงมาจำนวนมาก และน้ำของลำน้ำชีจำนวนมากทำให้ชาวกาฬสินธุ์ อย่างน้อย 3 อำเภอยังคงได้รับผลกระทบแต่ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคมถึงปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมขัง และมีพื้นที่ นาข้าว พืชไร่ พืชสวน เกิดน้ำท่วมขังได้รับความเสียหายมากถึง 51,908 ไร่คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 109 ล้านบาท
สำหรับสถานการณ์ที่กาฬสินธุ์ วันนี้ปริมาณน้ำชียังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหลายจุดโดยเฉพาะในเขตอำเภอฆ้องชัย มีน้ำซึมตามพนังลำชี ไหลท่วมบ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายแล้วอย่างน้อย 200 หลังคาเรือน ทำให้ชาวบ้านต้องเสริมพนังกั้นน้ำและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องและคาดว่าหากฝนไม่ตกอีก 2-3 วัน ก็จะทำให้สถานการณ์น้ำท่วมดีขึ้น
ธนาคารธนชาตแจ้งเปิด-ปิดสาขาหาดใหญ่
จากกรณีเกิดเหตุน้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ ธนาคารธนชาต ขอแจ้งสถานการณ์การเปิด-ปิดบริการของสาขาที่ประสบเหตุน้ำท่วม ในวันที่ 8 พ.ย. 2553 ดังนี้ ธนาคารธนชาต กลับมาเปิดทำการได้ปกติ 4 สาขา และยังคงปิดทำการ 2 สาขา ดังนี้ สาขาที่ปิดทำการ 1. สาขาถนนจุติอุทิศ 2. สาขาถนนรัถการ ขณะที่สาขาที่กลับมาเปิดทำการได้ปกติ 1.สาขาหาดใหญ่ 2.สาขาหาดใหญ่ใน 3.สาขาคาร์ฟูร์ (หาดใหญ่) 4.สาขาไดอาน่า ศรีภูวนารถ



