
มาร์คขอขรก.ขันติเสียงช่วยน้ำท่วมช้า
เจ้าพระยาไม่วิกฤต น้ำทะเลสูงสุดไม่ถึง 2 ม. สุขุมพันธุ์ รับหนักใจชุมชนรุกล้ำริมน้ำไม่ยอมย้ายออก รัฐบาล ประกาศ เร่งอพยพ 3 จว. พัทลุง-สุราษฎร์-นครศรีฯ เสี่ยงดินถล่ม 9-11 พ.ย. หลังฝนยังตกบริเวณกว้าง 70 เปอร์เซนต์ ส่วนอิสานท่วมหนัก 18-20 พ.ย.ชีเข้า
(8พ.ย.) เมื่อเวลา 14.30 น.นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงข่าวหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงต่างๆครั้งที่แปด ณ กระทรวงอุตสาหกรรมว่า นายกฯได้กล่าวถึงการทำงานของแต่ละหน่วยงานที่หน่วยราชการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆให้ยอมรับเสียงวิจารณ์และรับข้อเสนอแนะต่างๆ
รวมทั้งอดทนต่อเรื่องการวิจารณ์ต่างๆ โดยไม่เสียกำลังใจในการทำงาน รวมทั้งเดินหน้าตรวจสอบข้อกล่าวหาต่างๆที่ต้องเข้มงวดด้านการรั่วไหลโดยต้องมีการลงโทษให้สังคมเห็นในกรณีที่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานกระทำผิดกับสิ่งของบริจาค โดยเน้นเรื่องร้องเรียนด้านนี้และนายกฯมอบให้กระทรวงมหาดไทยไปดูเรื่องการร้องเรียนในหลายพื้นที่ และพื้นที่ที่มีปัญหาด้านการจัดการเรื่องถุงยังชีพ
นายปณิธานกล่าวว่า นายกฯได้สรุปสถานการณ์ว่าตอนนี้ยังไม่จบ พื้นที่ที่น้ำท่วมขังนานนั้นต้องระดมพลไปช่วยเหลือเพราะอยู่สถนการณ์ที่ค่อนข้างยากลำบาก และในพื้นที่ที่ต้องจ่ายค่าทดแทนหลังน้ำลดนั้น เช่น จ.ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา ส่วนภาคใต้นั้นมีการลงพื้นที่เกือบครบแล้ว ส่วนการฟื้นฟูนั้นนายกฯบอกว่าได้พิจารณาค่าการเงินชดเชยโดยนำประสบการณ์ในอดีตมาเล่าให้เจ้าหน้าที่รับทราบเรื่องการจ่ายเงินไม่ครบ โดยนายกฯบุว่าต้องเข้าไปดูเพื่อไม่ให้ปัญหาร้องเรียนเกิดขึ้น และฝากไว้ว่าขอให้หน่วยราชการสำรวจความเสียหายตามความเป็นจริงและจัดแผนงานเพื่อให้บริหารงบประมาณรายตจ่ายประจำปีได้ รวมทั้งนายกฯยังเล่าปัญหาที่พบในหลายพื้นที่ เช่นการบริการขั้นพื้นฐานที่ได้กำชับโรงพยาบาลที่ได้รับการช่วยเหลือตามปกติแล้วแต่ยังประสบปัญหาความยากลำบากเพราะไม่มีไฟฟ้าให้บริการประชาชนและขนย้ายผู้ป่วย โดยนายกฯขอว่าต้องบริหารจัดการให้ได้และยังมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตัดไฟฟ้าที่ไม่ให้กระทบกับโรงพยาบาลในอนาคตเพราะคาดว่าน้ำท่วมนั้นจะเกิดขึ้นแบบปีเว้นปีหรือเกือบทุปี รวมทั้งพยายามเตือนภัยการอพยพประชาชนที่เป็นระบบ
นายปณิธานกล่าวว่า นายกฯพูดเรื่องการปฏิรูปประเทศของรัฐบาลว่า จะต้องมีตัวแทนกระทรวงต่างๆเข้ามาสัมมนาและประชุมสี่เรื่องคือ เศรษฐกิจที่สร้างความเป็นธรรม ระบบสวัสดิการสังคม ขบวนการยุติธรรม การศึกษา โดยหลายกระทรวงรายงานความคืบหน้าในการจัดบุคลากรเข้ามาร่วมมือ โดยนายกฯจะเป็นผู้นำปฏิรูปการศึกษา และส่วนอื่นๆที่ครม.ให้ความเห็นชอบไปแล้ว รวมทั้งยังกระตุ้นบางกระทรวงที่ไมได้ส่งตัวแทนเข้ามา เช่น กระทรวงพาณิชย์ให้ส่งตัวแทนเข้ามาด้วย เพราะนายกฯห่วงเรื่องสินค้าราคาแพง เช่น ไข่ ที่นายกฯย้ำทุกฝ่ายให้ช่วยดูแลไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนด้านค่าครองชีพ เพราะที่ผ่านมาช่วงน้ำท่วมนั้นราคาไข่เพิ่มสูงขึ้น
เจ้าพระยาไม่วิกฤตน้ำทะเลสูงสุดไม่ถึง2ม.
เมื่อเวลา 06.30 น. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และคณะ ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณท่าเรือสะพานพุทธ ท่าเรือท่าช้าง ประตูระบายน้ำเทเวศร์ ท่าน้ำเกียกกาย และสถานีสูบน้ำบางเขนใหม่ โดยวันนี้มีการคาดการณ์ว่าจะเป็นวันที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดในรอบปี แต่ปรากฏว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงสุดเมื่อเวลา 08.30 น. ที่จุดวัดน้ำปากคลองตลาดอยู่ที่ระดับ 1.98 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 2.08 เมตร และต่ำกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่สูงในระดับ 2.03 ม. รทก. อย่างไรก็ตาม แม้ระดับน้ำจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่พบว่ามีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบมีน้ำเอ่อล้นเล็กน้อย โดยเฉพาะชุมชนที่ตั้งอยู่นอกแนวคันกั้นน้ำริมเจ้าพระยา
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในภาพรวมวันนี้ไม่น่าเป็นห่วง กทม.ยังสามารถรับมือได้ เนื่องจากมีการปล่อยปริมาณน้ำเหนือลดลง และไม่มีฝนตกลงมาแล้ว แต่จุดที่ตนเป็นห่วงคือประชาชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่เหนือน้ำบริเวณจังหวัดปริมณฑลพบว่าขณะนี้ยังไม่สามารถระบายน้ำลงมาได้หมด ดังนั้น กทม.ยังจะต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำต่อไปจนถึงสิ้นเดือน พ.ย.นี้ ทั้งนี้หลังจากสถานการณ์คลี่คลายแล้ว กทม.มีแผนจะเข้าไปเยียวยาทั้งด้านจิตใจและกายภาพ โดยประสานกับนักศึกษาอาชีวะให้เข้าไปซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ด้วย ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาวบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ ตนยอมรับว่ารู้สึกหนักใจ เพราะยังมีประชาชนที่ไม่ยินยอมย้ายออกจากพื้นที่ ทำให้ กทม.ไม่สามารถก่อสร้างแนวคันกั้นน้ำได้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งขณะนี้ยังเหลือระยะทางรวมกัน 1.25 กิโลเมตรเท่านั้น แม้ กทม.จะเข้าไปเจรจาหลายครั้งก็ตาม
ประกาศเร่งอพยพพัทลุง-สุราษฎร์-นครศรีฯ
เมื่อเวลา 10.30 น. นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผ.อ.ศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย แถลงผลการประชุม(ศชอ.) ว่า สถานการณ์ที่ภาคใต้ยังน่าเป็นห่วงเพราะกรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานว่า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนตกเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง คลื่นลมในอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้นประมาณวันที่ 9-11 พ.ย.ส่งผลให้มีฝนตกกว้างประมาณ 70 เปอร์เซนต์ของพื้นที่แต่ปริมาณน้ำฝนจะไม่มากเท่าช่วงก่อนหน้านี้ที่มากกว่า 100 มิลลิเมตรโดยจะอยู่ที่ประมาณ 60-70 มิลลิเมตร ทำให้ต้องเฝ้าระวัง 14 จังหวัด และขณะนี้ต้องเฝ้าระวังและเตรียมอพยพคนในที่บริเวณ อ.กาญจนดิษฐ์ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี บ้านนาป่า อ.พัฒน์พงษ์ อ.สิชล อ.ร่อนพิบูลย์ อ.ท่าศาลา อ.พรหมคีรี อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช และอ.กงหรา อ.ควนขนุน อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง ที่เสี่ยงต่อโคลนถล่ม น้ำป่าไหลหลาก รวมถึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์พื้นที่บริเวณริมแม่น้ำตาปีต้องเร่งแจ้งเตือนภัยจากน้ำท่วม
นายอภิรักษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ว่าในวันนี้จะมีน้ำทะเลหนุนสูงที่สุดประมาณ 2.08 ม. แต่จากการวัดระดับเมื่อเวลา 08.45 น.ปรากฎว่าน้ำทะเลหนุน 1.98 ม.ทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อกทม.ที่อยู่หลังแนวคันกั้นน้ำ แต่ประชาชนที่อยู่นอกแนวกั้นน้ำอาจได้รับผลกระทบในขณะที่น้ำขึ้นสูงแต่หลังจากนี้ระดับน้ำทะเลหนุนจะลดต่ำลงเรื่อยๆ ส่วนสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีน้ำเอ่อล้นริมตลิ่งของแม่น้ำมูล โดยมียอดน้ำสูงสุดที่อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ล้นตลิ่ง 1.90 ม.และมีแนวโน้มสูงขึ้น คาดว่าภายใน 24 ชม.น้ำจะเข้าสู่จ.อุบลราชธานี และจะล้นตลิ่งประมาณ 40 ซม. ส่วนแม่น้ำชี มีปริมาณน้ำสูงสุดที่อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ที่จะมีน้ำล้นตลิ่ง 1.09 ม.และจะเข้าอ.เมืองจ.มหาสารคาม ทำให้น้ำล้นตลิ่ง 40 ซม.จากนั้นน้ำจะเคลื่อนเข้าอ.จังหาญ จ.ร้อยเอ็ด ไปล้นตลิ่ง 91 ซม. ก่อนจะเข้าจ.ยโสธร และจ.อุบลราชธานี ให้ประชาชนที่อาศัยโดยรอบนำของขึ้นที่สูงพร้อมรับมือส่วนยอดน้ำสูงสุดจะเข้า จ.อุบลราชธานี วันที่ 18-20 พ.ย. ขณะที่ภาคเหนือประสบกับภัยจากอากาศที่หนาวเย็นโดยอุณหภูมิจะลดลงมากกว่านี้
นายอภิรักษ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีหลายจังหวัดโดยเฉพาะในภาคกลางที่ยังมีน้ำท่วมขังและเริ่มเน่าเสีย ที่ประชุมได้สั่งให้หน่วยงานส่งเครื่องมือและเจ้าหน้าที่เร่งระบายออกจากพื้นที่ให้หมดอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนี้ได้ขอให้หน่วยงานเร่งรัดคาดการณ์สถานการณ์ฝนทางภาคใต้ซี่งอาจจะมีผลต่อประชาชนในพื้นที่ซี่งจะทำให้การแจ้งเตือนภัยได้อย่างรวดเร็วขึ้นโดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยทั้งภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ยังเร่งรัดให้มีการบริจาคสิ่งของจำเป็นสำหรับผู้หญิง เช่น ผ้าอนามัย และชุดชั้นใน โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะขาดแคลนมาก ประชาชนที่สนใจบริจาคสามารถติดต่อได้ที่อสมท.รวมถึงน้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ในช่วงบ่ายนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามช่วยเหลือผู้ประสบภัย(คชอ.) จะเป็นประธานการประชุมคชอ.เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากวาตภัย รวมทั้งการกำหนดค่าชดเชยให้กับเกษตรที่ปลูกยางพารา เมื่อได้ข้อสรุปจะเสนอให้ที่ประชุมครม.พิจารณาในการประชุมครม.วันที่ 9 พ.ย.
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า วันเดียวกัน นายภราดา เณรบำรุง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะกรรมการสวัสดิการสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นำเงินจำนวน 64,000 บาทจากกองทุนสวัสดิการสลน. ไปร่วมบริจาค ช่วยเหลือน้ำท่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีจาก บมจ.ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ นำโดยนางปราณี เผอิญโชค ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ไทยรุ่งยูเนียนคาร์ นำเงินจำนวน 3 แสนบาท มาร่วมบริจาคช่วยเหลือน้ำท่วมด้วย โดยเงินที่บริจาคนั้น นายอภิรักษ์กล่าวว่า จะนำเข้ากองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีนายสาทิตย์ เป็นผู้ดูแลต่อไป
นราธิวาสรถไฟเริ่มเปิดให้บริการวันแรกหลังน้ำลด
นายอาลาวี อูมา นายสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก เปิดเผยว่า หลังจากที่ปิดการเดินรถทุกขบวนที่ออกจากสถานีรถไฟสุไหงโก-ลกตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ในวันนี้(8พ.ย.53)เป็นวันแรกที่เปิดให้บริการรถไฟขบวนท้องถิ่นสุไหงโก-ลก-ยะลา(เที่ยวไปและกลับ)ในเวลา08.55น.และ15.20นาที โดยมีประชาชนที่ทราบข่าวมารอใช้บริการกันเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตามตั้งแต่วันที่9พ.ย.นี้เป็นต้นไปจะให้บริการรถไฟขบวนท้องถิ่นสุไหงโก-ลก-ยะลาเพิ่มเป็น4ขบวนคือ ในเวลา 06.30น./08.55น./12.20น./และ 15.20น. ส่วนการให้บริการอย่างเต็มระบบ ทั้งขบวนท้องถิ่น และขบวนรถไฟสายยาว สุไหงโก-ลก-กรุงเทพ รวม14 ขบวน คาดว่าจะให้บริการได้ตั้งแต่วันที่12พ.ย.53เป็นต้นไป โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้เร่งตรวจสอบซ่อมแซมบำรุงเส้นทาง หัวรถจักรและขบวนรถไฟที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยที่เกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่ใช้บริการได้รับความปลอดภัยสูงสุด
ทั้งนี้นายสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก ได้สรุปความเสียหายจากการหยุดเดินรถตั้งแต่วันที่2พ.ย.ที่ผ่านมาว่าทำให้ขาดรายได้รวมแล้วกว่า350,000บาท
น้ำท่วม3จชต.โรงเรียนกระทบกว่า400แห่ง
สำนักบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการที่ 12 จ.ยะลา ได้ทำรายงานสรุปความเสียหายเบื้องต้น จากเหตุอุทกภัยของหน่วยงานและสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า สำหรับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ระดับประถมศึกษา ได้รับความเสียหายจำนวน 265 แห่ง ระดับมัธยมศึกษาจำนวน 17 แห่ง โรงเรียนในสังกัดการศึกษาเอกชนได้รับความเสียหายจำนวน 116 แห่ง และอื่นๆอีก 8 แห่ง รวมทั้งสิ้นมีสถานศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทั้งสิ้น 406 แห่ง มีมูลค่าความเสียหายในเบื้องต้นคาดว่าไม่ต่ำกว่า 72 ล้านบาท
อาจารย์ เนาวรัตน์ น้อยพงษ์ ครูโรงเรียนบ้านหน้าถ้ำ(พุทธไสยานุสรณ์) ต.หน้าถ้ำ อ.เมือง จ.ยะลา เปิดเผยว่า สำหรับความเสียหายจากน้ำท่วมของโรงเรียนบ้านหน้าถ้ำ ครั้งนี้นั้น ถือว่าเสียหายน้อย เนื่องจากทางโรงเรียนได้มีการเตรียมตัวล่วงหน้าก่อน 1 วัน หลังจากทราบว่าจะมีน้ำท่วมในพื้นที่ จึงได้มีการขนย้ายอุปกรณ์ทางการศึกษาที่สำคัญ ไปไว้ในที่สูงและน้ำท่วมไม่ถึง ทำให้น้ำท่วมครั้งนี้ ความเสียหายในสาวนของโรงเรียนจึงค่อนข้างน้อย และระดับน้ำโดยเฉลี่ยในปีนี้ก็ท่วมสูงประมาณ 1.50 เมตร
“ ในปีนี้ที่ทางโรงเรียนและชาวบ้านสามารถเตรียมตัวรับน้ำท่วมได้ทัน ก็เพราะมีการเตือนภัยจากหอเตือนภัย ที่ทางจังหวัดมาจัดสร้างเอาไว้ภายในโรงเรียน ซึ่งหอเตือนภัยดังกล่าว สามารถทำงานได้เป็นอย่างดี เตือนภัยก่อนน้ำที่จะเข้ามาท่วมพื้นที่ รวมทั้งแจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสภาพน้ำ และสภาพฝน ได้เป็นอย่างดี ทำให้ประชาชนชาว ต.หน้าถ้ำ ที่รับทราบข่าวสาร จึงสามารถเตรียมตัวรับน้ำท่วมได้ทัน ชาวบ้านมีการขนย้ายสิ่งของ รถยนต์ ขึ้นไปยังจุดที่น้ำท่วมไม่ถึง รวมทั้งจัดหาเสบียงอาหาร ไฟฉาย และเทียนไข รวมทั้งเครื่องมือสื่อสาร ทำให้ในปีนี้ความเสียหายจากน้ำท่วมจึงน้อยกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ” อาจารย์เนาวรัตน์ กล่าว
ครูโรงเรียนบ้านหน้าถ้ำรายนี้ ยังกล่าวอีกว่า หอเตือนภัยแห่งนี้ ถือเป็นการทำงานครั้งแรก ตั้งแต่สร้างมากประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถใช้การได้เป็นอย่างดี มีประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ ตนจึงอยากจะแนะนำให้จัดสร้างหอเตือนภัยเช่นนี้ ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมอื่นๆด้วย เนื่องจากจะสามารถลดความเสียหายจากเหตุอุกทกภัยได้เป็นอย่างดี เนื่องจากชาวบ้านจะสามารถรับทราบข้อมูลชั่วโมงต่อชั่วโมง
ชาวใต้เจอข้าวของแพงหลังน้ำลด
ภายหลังจากที่สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดทางภาคใต้ได้คลี่คลายลงไปบ้างในบางพื้นที่ นอกเหนือจากภาพของความสูญเสียด้านต่างๆที่ปรากฎให้เห็นแล้ว ยังพบว่าเรื่องปากท้องของประชาชนผู้ประสบภัยก็เป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากขณะนี้ในหลายพื้นที่ได้มีผู้ประกอบการ แม่ค้า พ่อค้า บางรายได้ปรับขึ้นราคาสินค้ากันเป็นจำนวนมาก เหตุผลหลักที่อ้างเรื่องเจอภัยน้ำท่วม ทำให้จำเป็นต้องปรับราคาสินค้า จนทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนซื้อข้าวปลาอาหารในราคาสูงขึ้น อีกทั้งจำนวนและปริมาณที่ลดน้อยลง
เตือนระวังโรคระบบทางเดินหายใจในภาวะน้ำท่วม
นายแพทย์สุนทร ยนต์ตระกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพอากาศของจังหวัดมหาสารคาม มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรุนแรง บางวันอากาศอบอ้าวร้อนจัด มีอากาศหนาวเย็นและประสบภัยน้ำท่วม ทำให้เด็กเล็ก และผู้สูงอายุปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศไม่ทัน เป็นสาเหตุของโรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ และปอดบวม
โดยพบผู้ป่วยปอดบวมจากเดือนมกราคม 2553 ถึงปัจจุบันจำนวน 2,309 ราย ผู้ป่วยสูงสุดคืออำเภอเมืองจำนวน 466 รายอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยจำนวน 347 ราย และอำเภอบรบือ 322 ราย และผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ มีจำนวน 233 ราย ผู้ป่วย 3 ลำดับแรกคือ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัยจำนวน 68 ราย อำเภอเมืองจำนวน 48 ราย อำเภอนาเชือก จำนวน 57 ราย อาการแรกเริ่มผู้ป่วยจะครั้นเนื้อ ครั่นตัว ปวดศีรษะ มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ไอ จาม น้ำมูกไหล เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3 วัน จะต้องรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจรักษาที่ถูกต้องต่อไป สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน จะมีอาการไม่ดื่มน้ำ ไม่ดื่มนม มีไข้สูง หายใจหอบ ปากเล็บ มือเท้าเขียว และกระสับกระส่าย จะต้องรีบพาเด็กพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า สำหรับการป้องกันโรคในระบบทางเดินหายใจ ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาร่างกายให้อบอุ่น สวมใส่เสื้อผ้าให้พอเหมาะกับสภาพอากาศอาบน้ำอุ่น รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่มีมีคนแออัด
ชาวราชบุรีตื่นจระเข้หลุดเกยหน้าบ้านคาดหนีน้ำท่วม
พ.ต.ท.พงศกร เข็มราช สารวัตรเวรสภ.บางแพ อ.บางแพ จ.ราชบุรี ได้รับแจ้งจากนายสุรชัย ทวีวงศ์ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 136 หมู่ 3 บ้านแหลมทอง ต.หัวโพ อ.บางแพ ว่า มีจระเข้ลอยมาเกยที่บริเวณหน้าบ้าน จึงได้เดินทางไปตรวจสอบพบชาวบ้านกำลังมุงดูอยู่จำนวนหนึ่งส่วนที่บริเวณข้างบ้านพบจระเข้น้ำจืด เพศเมีย อายุประมาณ 3-4 ปี ลำตัวยาวแประมาณ 1.8 เมตร ถูกชาวบ้านช่วยกันจับมัดไว้กับขอนไม้ จึงได้แจ้งไปยังประมงจังหวัดให้มาดำเนินการนำจระเข้ตัวดังกล่าวไปเก็บรักษาที่สถานีประมงน้ำจืด จ.ราชบุรี
นายสุรชัย ซึ่งมีอาชีพเพาะถั่วงอกขาย และเป็นผู้ที่พบจระเข้ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ให้ฟังว่า ก่อนเกิดเหตุตนกำลังนั่งล้างถั่วงอกอยู่ริมคลองหน้าบ้าน จู่ๆก็มีจระเข้ ลอยมาแล้วมาเกยที่บริเวณลานปูนที่ล้างถั่วงอก ตนตกใจมากจึงได้ให้เพื่อนบ้านช่วยกันจับขึ้นมาไว้ที่ข้างบ้านซึ่งอยู่ห่างจากคลองประมาณครึ่งกิโลเมตร ก่อนจะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาทำการตรวจสอบ
และก่อนหน้าที่จรเข้จะมาเกยที่หน้าบ้านก็มีเพื่อนบ้านซึ่งเลี้ยงปลากระชังไว้ในคลองก็มาเล่าให้ฟังว่า ปลาดุกในกระชังที่เลี้ยงไว้หายไปมาก และกระชังก็ขาดเสีย แต่ไม่ทราบสาเหตุของกระชังที่ขาด จนกระทั่งมาพบจระเข้ตัวนี้เข้าจึงเชื่อว่าน่า จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ปลาในกระชังหายและตัวกระชังก็ขาดเสียหาย
ด้านนายเอกชัย พงษ์หิรัญ ประมงอำเภอบางแพ กล่าวว่า ในพื้นที่อำเภอบางแพ ไม่ฟาร์มเลี้ยงจระเข้ ส่วนจระเข้ที่พบนั้น ว่าน่าจะหลุดมาจากที่อื่นซึ่งช่วงที่น้ำท่วมนั้นอาจจะทำให้มีจระเข้หลุดมาก็เป็นได้ ก็จะได้ทำการตรวจสอบว่าหลุดมาจากที่ใด
“เขื่อนอุบลรัตน์เริ่มลดการปล่อยน้ำลงคาด20พ.ย.ปกติ
นายพิพัฒน์ คงศิลป์ทวีสุข หัวหน้าฝ่ายเดินเครื่องโรงฟ้าพลังน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ทุกวันฝ่ายบริหารจัดการน้ำเขื่อนอุบลรัตน์จะมีการประชุมบริหารจัดการน้ำระบายออกจากเขื่อน ซึ่งขณะนี้ระดับน้ำในอ่างก็ยังถือว่าทรงตัวอยู่และมีน้ำไหลเข้าอ่างวันละ 17 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ทำให้อ่างเก็บน้ำขณะนี้มีน้ำในอ่างอยู่ที่ 2,781 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 114.42 % -ของความจุ
ถือว่าปริมาณน้ำในอ่างก็เกินความจุขึ้นมาเล็กน้อย เนื่องจากยังมีน้ำจากพื้นที่การเกษตรของประชาชนสูบออกมา และน้ำก็ไหลรวมเข้าสู่ด้านเหนืออ่างอยู่ จึงทำให้เขื่อนจำเป็นต้องปล่อยน้ำออกวันละ 30 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน เพื่อรักษาระดับความจุของตัวเขื่อนไม่ให้ตลิ่งทั้งสองฝั่งพังลงมา ซึ่งก็ถือว่าระดับการปล่อยน้ำลดลงเรื่อยๆ จากที่เคยปล่อยไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 35 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน เนื่องจากขณะนั้นระดับน้ำในเขื่อนยังมีปริมาณที่สูงมากเกินความมาตรฐานความจุอยู่
ทั้งนี้ถ้าหากไม่มีฝนตกลงมาอีกในช่วงนี้เขื่อนอุบลรัตน์ก็จะลดระดับการปล่อยน้ำลงเรื่อยๆวันละ 1 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ก็จะทำให้ปริมาณน้ำท้ายเขื่อนลดลงเรื่อยๆ อยู่ในระดับเดิมที่ปล่อยวันละ 24 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ซึ่งคาดว่าในวันที่ 20 พ.ย.นี้สถานการณ์น้ำก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ ระดับน้ำท่วมก็จะทยอยลดจำนวนลงเรื่อยๆ เพราะว่าระดับน้ำชีก็เริ่มทรงตัวและลดระดับลงเรื่อยๆ
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาก็ประชาชนอาจจะไม่เข้าใจถึงการปล่อยน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ และคิดว่าทางเขื่อนปล่อยน้ำออกในปริมาณที่มาก จึงทำให้น้ำเอ่อท่วมที่นาและบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ท้ายน้ำละแวกรอยเชื่อมต่อกับลำน้ำชี แต่ความเป็นจริงแล้วน้ำชีเอ่อล้นและหนุนสูงทำให้เมื่อเขื่อนอุบลรัตน์ปล่อยน้ำออกจากเขื่อนไป แรงหนุนของน้ำชีจึงทำให้น้ำในลำน้ำพองมีปริมาณที่มาก ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเขื่อนอุบลรัตน์ปล่อยน้ำมากทำให้ท่วมบ้านเรือนและที่นาชาวบ้านแต่ความจริงเขื่อนปล่อยน้ำตามระดับ
ขณะที่ นายสมบัติ ตรีวัฒน์สุวรรณ ผู้ว่าฯ ขอนแก่น เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่เกิดน้ำป่าไหลเข้าท่วมในจังหวัดขอนแก่นตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 53 ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ วันที่ 8 พ.ย.53 สรุปได้ดังนี้ 1.พื้นที่ประสบภัย 20 อำเภอ 124 ตำบล 1,198 หมู่บ้าน 78,112 ครัวเรือน 377,947 คน พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย 336,022 ไร่ ถนนชำรุดเสียหาย 296 สาย ราษฎรได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมขังจำนวน 16,631 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิตทั้งหมดเสียชีวิต 4 ราย
ส่วนสถานการณ์น้ำที่เอ่อท่วมพื้นที่ต่างๆที่เกิดท่วมหนักอย่างเช่น อ.ภูผาม่าน ชุมแพ สีชมพู โนนศิลา หนองสองห้อง เปือยน้อย ขณะนี้น้ำได้เริ่มขยับลดลงเรื่อยๆแล้ว มีเพียงไม่กี่อำเภอเท่านั้น ที่อยู่ริมลำน้ำชีและลำน้ำพองยังคงมีน้ำท่วมขังบ้านเรือนอยู่ อีกทั้งบางแห่งถนนก็ถูกน้ำท่วมเช่น เขตพื้นที่ ต.ท่าพระ และ ต.บึงเนียม อ.เมืองขอนแก่น ที่ยังมีน้ำท่วมสูงอยู่โดยเฉพาะ ต.บึงเนียม ลำน้ำพองก็ยังคงมีปริมาณที่ค่อนข้างมากอยู่ เนื่องจากเขื่อนอุบลรัตน์ ยังคงระบายน้ำออกจากเขื่อนเรื่อยๆ เนื่องจากที่ผ่านมารับน้ำเอาไว้จำนวนมาก จึงต้องมีการปล่อยน้ำเพื่อให้เขื่อนสามารถรับน้ำได้ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ ปภ.จังหวัดขอนแก่น และทางจังหวัดได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชนอยู่เสมอ เพื่อให้การช่วยเหลือรอบด้านเพื่อนำสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นส่งมอบให้ประชาชนได้ใช้คลายความเดือดร้อนไปก่อนที่จะมีการช่วยเหลืออื่นๆตามมาอีกมายมาย



