
"เขื่อนฟันหลอ"เงื่อนไขน้ำท่วมกทม.
ลุ้นระทึกอีกครั้งสำหรับชาว กทม. หลังมีประกาศเตือนภัยน้ำท่วม เนื่องจากน้ำทะเลจะหนุนสูงในวันที่ 8 พฤศจิกายน หลายคนตั้งคำถามถึงผู้รับผิดชอบ ซึ่งได้คำตอบคล้ายกันว่า "น้ำท่วมเพราะเขื่อนฟันหลอ" ถือเป็นคำอธิบายยอดฮิตของเหล่าข้าราชการและนักการเมือง ที่เข้าไปแจ
ย้อนไปเมื่อเหตุการณ์ "ฝนร้อยปี" ช่วงที่ จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2538 ปีนั้น ฝนตกถล่มกรุงเทพฯ อย่างหนักประจวบกับน้ำเหนือไหลหลาก ทำให้น้ำท่วมเอ่อล้นตั้งแต่พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี จนถึงกรุงเทพฯ ชั้นใน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2538 มีการวัดระดับความสูงของน้ำใต้สะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ได้สูงถึง 2.27 เมตร ถือเป็นสถิติสูงสุด ทำให้ปีถัดไป พ.ศ.2539 สำนักการระบายน้ำได้รับงบประมาณก่อสร้าง "โครงการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา" หรือ “เขื่อน กทม." เพื่อสร้างแนวเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 2 ฝั่งตั้งแต่คลองบางกอกน้อยและคลองมหาสวัสดิ์ รวมระยะทาง 86 กม. พื้นที่ประมาณ 28 ตารางกิโลเมตร เพื่อป้องกันน้ำท่วมเข้ากรุงเทพฯ ด้านใน เช่น ถนนประชาราษฎร์ ถนนสามเสน ถนนพระอาทิตย์ ถนนเจริญกรุง ถนนพระราม 3 ถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนอรุณอมรินทร์ ถนนบางกอกน้อยตลิ่งชัน ถนนราษฎร์บูรณะ ฯลฯ พร้อมอ้างว่าโครงการนี้จะช่วยไม่ให้น้ำท่วมบ้านเรือนกว่า 8 หมื่นหลัง
การวางโครงการผ่านแนวที่อยู่อาศัยของชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา และพื้นที่ชุมชนด้านในหลายเขตท้องที่ ทำให้โครงการนี้ต้องโยกย้ายและเวนคืนบ้านเรือนจำนวนมาก กว่าโครงการจะเริ่มก่อสร้างจริงได้ประมาณปี 2544 ซึ่งมีระยะสร้างจริงเพียง 77 กม. เนื่องจากพื้นที่บางส่วนมีเขื่อนของเอกชนหรือหน่วยราชการสร้างไว้อยู่แล้ว แม้ว่าโครงการจะกำหนดให้เสร็จสิ้นในปี 2553 แต่ในความเป็นจริงสามารถทำให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ได้เพียง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้น้ำยังคงไหลทะลักเข้าท่วมบางพื้นที่ของ กทม.
"กังวาฬ ดีสุวรรณ" ผอ.กองพัฒนาระบบหลัก สำนักการระบายน้ำ กทม. หน่วยงานที่รับผิดชอบวางแผนงานและดูแลโครงการป้องกันน้ำท่วม ให้ข้อมูลว่า ระยะทางเขื่อนทั้งหมด 77 กม. ตอนนี้เหลือส่วนที่สร้างไม่เสร็จ 1.30 กม. เพราะมีพื้นที่ปัญหาอยู่ 5 จุดใหญ่ คือเขตสี่พระยา-เขตราชวงศ์, พื้นที่สัมพันธวงศ์, ท่าพระจันทร์, ริมคลองบางกอกน้อย, ท่าน้ำสวัสดี ล่าสุด พื้นที่ริมคลองบางกอกน้อย จากคลองน้ำตาล-ถนนจรัญสนิทวงศ์ มีการทำสัญญาก่อสร้างแล้วในระยะทาง 500 เมตร ใช้งบประมาณ 39 ล้านบาท ส่วนจุดที่กำลังก่อสร้างอยู่คือบริเวณท่าน้ำสวัสดี งบประมาณ 68 ล้านบาท คาดว่าจะเสร็จสิ้นปี 2554
"ที่เรียกว่าเขื่อนฟันหลอ ก็เพราะสร้างได้ไม่สมบูรณ์ ไม่ต่อทอดยาวเป็นแนวเดียวกัน ต้องเว้นช่วงก่อสร้างเป็นจุดๆ คล้ายคนฟันหลอ เวลาน้ำท่วมก็จะทะลักเข้าถนนด้านใน กทม. เพราะเป็นช่วงไม่มีเขื่อนกั้น ปัญหาเขื่อนฟันหลอเกิดจาก 1.พื้นที่บางส่วนแม้ได้งบประมาณแล้ว แต่หลายชุมชนไม่ยอมย้ายออก กทม.ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเป็นหน้าที่ของกรมเจ้าท่าในการดูแลปัญหาส่วนนี้ ปัญหาที่ 2 คือเขื่อนบางแห่งสร้างเสร็จได้ไม่นานก็มีน้ำรั่วซึม ทำให้ต้องปรับปรุงซ่อมแซม เนื่องจากโครงสร้างผิดจากแบบแปลนที่วางไว้ เช่น ต้องเว้นระยะพื้นที่ 3 เมตรหลังแนวเขื่อน เพื่อกั้นน้ำไม่ให้ลอดขึ้นมา แต่ความเป็นจริงสร้างเขื่อนเสร็จชาวบ้านก็ไปสร้างบ้านที่อยู่ติดหลังเขื่อนทันที ปัญหาแบบนี้ไม่รู้จะทำอย่างไร ตอนนี้ทำได้เพียงนำกระสอบทรายมาเสริมในส่วนฟันหลอเท่านั้น"
ทั้งนี้ ชุมชนสันติชนสงเคราะห์ เขตบางกอกน้อย หนึ่งในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ทำให้คนเฒ่าคนแก่หลายคนหนีน้ำขึ้นไปอาศัยอยู่บนบ้านชั้น 2 และคอยชะเง้อดูว่ามีใครผ่านมาหรือไม่ หากมีเรือช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านมา ก็ต้องรีบยื่นมือออกมาให้เห็น เพื่อรับถุงช่วยเหลือและกล่องข้าว
ย้อนหลังไปกว่า 50 ปี ปัญหาน้ำท่วมชุมชนสันติชนสงเคราะห์ ส่วนหนึ่งเกิดจากบ้านปลูกรุกล้ำไปในเขตริมน้ำเจ้าพระยานั้น ทำให้แนวสร้างเขื่อนช่วงนี้ขาดหายไปกลายเป็นเขื่อนฟันหลอ เมื่อปลายปี 2552 สำนักการระบายน้ำ (สนน.) พยายามลงไปเจรจากับชาวบ้านอีกครั้ง โดยเฉพาะตัวแทนจากบ้าน 35 หลังที่สร้างรุกล้ำเข้าไป หากชาวบ้านย้ายออกจะสามารถสร้างเขื่อนเพิ่มได้อีก 500 เมตร แต่การเจรจายังไม่สำเร็จ แผนสร้างเขื่อนจึงเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทางสำนักงานเขตก็ขู่ว่าจะฟ้องร้องให้รื้อถอนโดยด่วน !?!
ชาวบ้านรายหนึ่งที่มีปัญหาสร้างบ้านรุกล้ำแนวเขื่อน เปิดใจให้สัมภาษณ์ว่า ปีนี้น้ำท่วมหนักมากบางวันระดับน้ำสูงกว่า 2 เมตร จนถึงวันนี้ระดับน้ำเขตอื่นเริ่มแห้งหมดแล้ว แต่แถวนี้ยังท่วมอยู่กว่า 1 เมตร ความช่วยเหลือจากรัฐก็ไม่ทั่วถึง เพราะมีทั้งหมดกว่า 500 หลังคาเรือน เขายอมรับว่า การสร้างเขื่อนจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากได้ แต่ชาวบ้านไม่รู้จะย้ายไปอยู่ที่ไหน เพราะบ้านที่รุกล้ำทั้งหมดมีประมาณ 100 หลัง มีหลายหลังต้องรื้นถอนไปหมด บางหลังก็ต้องรื้อบางส่วน สำหรับบ้านเขานั้น สร้างรุกล้ำเฉพาะส่วนของชานชาลาบ้านประมาณ 2 เมตร ถ้าจะเจรจาจริงก็อาจยอมรื้อทิ้งแล้วทำรั้วใหม่ แต่คิดว่าชาวบ้านคนอื่นคงไม่ยินยอม
"พวกเขาอยู่แถวนี้มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ตายาย บางหลังอาศัยอยู่มานานเป็นร้อยปีแล้ว ส่วนใหญ่ฐานะยากจนไม่มีปัญญาไปหาที่อยู่ใหม่ บางหลังก็สร้างเป็นคอนกรีตรื้อย้ายลำบาก การเจรจาจะสำเร็จต้องยอมผ่อนปรนทั้งคู่ เช่น กทม.ต้องยอมสร้างเขื่อนด้านหน้าแนวรุกล้ำ เพราะดูจากสภาพแล้วน่าจะก่อสร้างได้เหมือนกัน การไฟฟ้ายังสร้างเสาไฟได้เลย ไม่จำเป็นต้องรื้อถอนทั้งหมด ทำรั้วจัดระเบียบให้เรียบร้อย ส่วนชาวบ้านก็ยอมเสียสละให้พื้นที่บ้านน้อยลงบางส่วน แค่นี้ก็น่าจะแก้ปัญหาได้แล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายต้องยอมซึ่งกันและกัน" ชาวสันติชนฯ กล่าวแสดงความเห็นทิ้งท้าย



