
สายบุรีในกระแสน้ำพายุฝน
เข้าสู่เดือน 12 น้ำในภาคกลางเริ่มลด ลมมรสุมเคลื่อนตัวย้ายลงไปทางใต้ พาเอาฝนและน้ำท่วมไปยังภูมิภาคตอนล่างขนานใหญ่ด้วย หลายจังหวัดรับกระแสน้ำที่เพิ่มอย่างฉับพลัน แม้แต่ จ.ปัตตานี ที่ตอนนี้อาจเป็นช่วงได้ว่างเว้นจากเสียงระเบิดเพราะน้ำที่หลากท่วมท้นไปทุกอำเภอ
สายบุรี เป็นอำเภอหนึ่งของ จ.ปัตตานี ที่ถูกอุทกกภัยคุกคามเช่นกัน ยิ่งตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำสายบุรี ที่มีอาณาเขตติดกับชายฝั่งทะเลอ่าวไทย จึงไม่พ้นผลกระทบจากพายุและกระแสน้ำคลื่นลมที่เข้ามาถึง แม้เมืองนี้จะได้ชื่อว่ามีที่กำบังลมพายุก็ตาม
แต่สภาพที่ตั้งนี้ ในอดีตช่วยสร้างให้สายบุรี เป็นเมืองท่าเก่าของรัฐปัตตานีมาตั้งแต่แรก และอาจเป็นมาก่อนหน้านั้นเพราะบริเวณฝั่งทะเลตะวันออกเป็นย่านชุมชนที่มีการติดต่อกับโลกภายนอกทั้งจากฝั่งทะเลมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกและอินเดียด้านตะวันตก มานานอย่างน้อย 3,000 ปีมาแล้ว มีกลองสัมฤทธิ์ผลิตในวัฒนธรรมดองซอนเวียดนาม พบที่ จ.สงขลา ส่วนหนึ่งของปัตตานี-ยะลาในช่วงเวลานั้น
คุณประพนธ์ เรืองณรงค์ อธิบายถึงชื่อ อ.สายบุรี ในหนังสือ รัฐปัตตานีในศรีวิชัย เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์ สำนักพิมพ์มติชน 2547 สรุปได้ว่า
อ.สายบุรี มีอีกชื่อหนึ่งว่าตะลุบัน เป็นคำมลายูคือ “ลูบัน” หมายถึง หลุม หรือช่อง เดิมมักเรียกเมืองสาย ตั้งเมืองเข้าไปตามลำน้ำสายบุรี และย้ายมาตั้งเมืองใหม่ที่บริเวณเขาสะลินดงบายู “สะลินดง” แปลว่า ที่กำบัง บายู แปลว่า พายุ
ชื่อเดิมของเมืองสายบุรี ว่า “เมืองสาย” มาจากภาษามลายูว่า “นครีซา” ซึ่ง “นครี” แปลว่า เมือง “ซา” แปลว่า ปฏัก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ควาญช้างใช้บังคับช้าง ซา ที่บังคับช้างนี้เรียกว่า ซากาเยาะ ซึ่ง กาเยาะ แปลว่า ช้าง (โครงการวิจัยลุ่มน้ำสายบุรี โดย ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล ศาลายา ร่วมกับ พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น คณะวิทยาศาสตร์ฯ ม.อ.ปัตตานี)
ในอดีตลมมรสุมช่วงฤดูต่างๆ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเดินทางไปมาทางทะเลข้ามภูมิภาค ชุมชนชายฝั่งก็เติบโตตาม ไม่มีปัญหาเพราะคนคุกคามธรรมชาติเช่นทุกวันนี้
เรือนอินทร์ หน้าพระลาน



